
จับตาปัญหาหนี้ไอร์แลนด์เชื่อป่วนตลาดเงินช่วงสั้น
นักลงทุนจับตาปัญหาผลกระทบปัญหาหนี้ไอร์แลนด์ แบงก์ไทยพาณิชย์เชื่อไม่กระทบธุรกิจไทย มองป่วนตลาดเงินแค่ช่วงสั้น ด้านตลาดหุ้นไทยผวาเกาหลีเหนือปะทะเกาหลีใต้
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศไอร์แลนด์ ว่า ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสัดส่วนการค้าขายระหว่างกันมีน้อยมาก และเชื่อว่าเจ้าหนี้รายใหญ่ของไอร์แลนด์คงไม่ปล่อยให้สถาบันการเงินในประเทศล้มลง เพราะอาจส่งผลกระทบในวงกว้างได้ แต่ยังต้องจับตาปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศโปรตุเกสด้วย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ในกลุ่มยูโรอาจส่งผลกระทบในเรื่องความผันผวนต่อตลาดเงินได้
"ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้น จะทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจและหันกลับไปถือสินทรัพย์ที่คิดว่ามีความเสี่ยงต่ำ ส่งผลให้ตลาดการเงินมีความผันผวนไปด้วย เพียงแต่ผลกระทบดังกล่าวคงเป็นช่วงเวลาสั้นเท่านั้น" นายเศรษฐพุฒิกล่าว
ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมีการเทขายหุ้นออกมา ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงมาปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,009.47 จุด ลดลง 9.72 จุด ซึ่งระหว่างการซื้อขายดัชนีปรับตัวลงหลุดระดับ 1,000 จุด โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,923 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 317 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 1,703 ล้านบาท และนักลงทุนภายในประเทศซื้อสุทธิ 538 ล้านบาท
น.ส.มยุรี โชวิกรานต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง และหลุดแนว 1,000 จุด ในระหว่างการซื้อขาย มาจากการปะทะกันระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ตลาดฮั่งเส็งก็มีประเด็นเรื่องที่แบงก์ขนาดใหญ่ของจีนมีข่าวว่ายุติการปล่อยสินเชื่อในที่ช่วงที่เหลือของปีนี้ และส่งผลให้ตลาดหุ้นในแถบภูมิภาคอยู่ในภาวะวิตกลงตามกันไปหมด
นายเศรษฐพุฒิยังกล่าวถึงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 1 ธันวาคมนี้ เชื่อว่าคณะกรรมการน่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับ 1.75% เท่าเดิม เนื่องจากยังไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยในขณะนี้ เพราะอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันยังอยู่ระดับต่ำ และเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นได้อีกหากมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
“เชื่อว่าดอกเบี้ยนโยบายน่าจะอยู่ระดับนี้ไปจนถึงปลายไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3 เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่เงินเฟ้อมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น เพราะถ้าปรับขึ้นในช่วงนี้จะยิ่งเป็นตัวเร่งให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้ เห็นได้จากออสเตรเลียและมาเลเซียที่เมื่อดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น ก็ทำให้ค่าเงินของเขาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย” นายเศรษฐพุฒิกล่าว



