ข่าว

ดำคดี:ระบบที่ต้องรื้อในโลกของตำรวจ

ดำคดี:ระบบที่ต้องรื้อในโลกของตำรวจ

24 พ.ย. 2553

เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่ระบายอยู่บนใบหน้า หากทว่าขัดกับสายตาที่ดูแคลนมีนัยของความหมายว่า “สิ่งที่ผู้พูดกำลังพูดไม่ใช่ความจริง”

 เรื่องราวผลการปฏิบัติงานที่ผู้พูดกำลังนำเสนอถูกชี้ชวน โน้มน้าวให้ผู้ฟังเข้าใจว่าการปฏิบัติงานมีความสำเร็จโดยอ้าง“สถิติคดี” และแสดงการเปรียบเทียบให้ผู้ฟังเห็นว่าคดีที่เกิดขึ้นมีจำนวนน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับห้วงเวลาที่ผ่านมา “เสียเวลาฟังเรื่องโกหก”นายตำรวจกล่าวขึ้นพร้อมๆ กับการแสดงท่าทีที่อึดอัดของดิฉัน

 ปรากฏการณ์ “ดำคดี” ที่เกิดขึ้นในโลกของตำรวจนั้นเกิดขึ้นเนื่องมาจากความซับซ้อนของระบบการทำงานในโลกของตำรวจ เงื่อนงำที่จำเป็นต้องถูกเก็บซ่อนไว้และไม่สามารถบอกกล่าวต่อใครๆ ได้ตามความจริง ไม่สามารถบอกกล่าวใครๆ ให้เข้าใจอย่างไปตรงมา และไม่มีใครพร้อมที่จะทำความเข้าใจแม้กระทั่งผู้บังคับบัญชา

 “นายเขารับความจริงไม่ได้” นายตำรวจผู้ปฏิบัติกล่าว คำว่า “รับความจริงไม่ได้นั้น” หมายถึง การไม่ยอมรับความจริงเนื่องมาจากไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาตามสภาพความเป็นจริงของปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานอยู่

 ภาระงานที่หนักอึ้ง สถิติคดีจำนวนมากที่ถาโถมในแต่ละวัน แต่ละเดือนทำให้เหล่าพนักงานสอบสวนมีจำนวนคดีอยู่ในความรับผิดชอบในจำนวนไม่น้อย การทำสำนวนสอบสวนเพื่อให้การดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นตามขั้นตอนของกฎหมายถูกกำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่จะต้องใช้เวลาตามที่หน่วยเหนือกำหนดเพื่อสร้างประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดต่อประชาชน ดังนั้นนอกเหนือจากการทำสำนวนที่ต้องคำนึงคุณภาพที่ถูกต้องตามหลักการทางกฎหมายแล้วนั้น พนักงานสอบสวนยังต้องให้ความสนใจ ใส่ใจกับปริมาณ คือเวลาในการทำสำนวนด้วย หากทำสำนวนล่าช้า เรียกว่า การดองสำนวน ก็จะนับว่าเป็นการทำงานที่บกพร่อง พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจะได้การพิจารณาความผิดจากผู้บังคับบัญชา

 ในเมื่อบุคลากรมีจำกัดในขณะที่งานหรือคดีที่เกิดขึ้นในแต่ละวันเกิดขึ้นมากจนคดีล้นมือ วิธีการที่เกิดขึ้นจากวิธีคิดที่หวังจะให้ตนเองรอดพ้นจากการถูกตำหนิจากผู้บังคับบัญชาคือ การไม่รับคดี โดยแรกเริ่มอาจเพียงหวังว่าเมื่อคู่กรณีตกลงยอมความประนีประนอมกันได้ก็จะทำให้ลดปริมาณการทำงานลงได้ส่วนหนึ่ง

 “รถชนน้องตาย พ่อไปตามเรื่อง จนพ่อตายอีกคนเรื่องยังไม่เสร็จ ร้อยเวรยังไม่ทำสำนวนให้” หญิงสาวผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษพนักงานสอบสวนเนื่องมาจากไม่ทำสำนวนประกอบคดีเพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับคู่กรณีและปล่อยให้เรื่องราวเนิ่นนานไป จนกระทั่งตนเองและครอบครัวได้รับผลกระทบในเรื่องการติดต่อขอรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ  ในขณะที่พนักงานสอบสวนให้เหตุผลว่า มีภาระงานมากมาย และด้วยความประมาทเลินเล่อผนวกกับความเคยชินทำให้คิดว่าในคดีนี้น่าจะมีการตกลงประนีประนอมกันได้ เนื่องจากผู้เสียชีวิตเป็นฝ่ายที่ละเมิดกฎหมายจราจร และมุ่งให้ความสำคัญกับการสะสางคดีอื่นที่วางกองรออยู่เบื้องหน้าจำนวนมาก จนกระทั่ง “ลืมคดี”

 “แต่บ่อยครั้งที่เรารับคดีและเร่งทำสำนวน แล้วเราก็ยังโดนผู้บังคับบัญชาตำหนิเนื่องจากสถิติอาชญากรรมเกิดสูงมากในพื้นที่” นายตำรวจเล่าว่า หากสถิติอาชญากรรมในพื้นที่เกิดขึ้นสูงผู้บังคับบัญชาก็จะตำหนิและ “สั่งให้ดำเนินการคุมจำนวนคดีให้ได้ตามเป้าที่หน่วยเหนือต้องการ” ในเมื่อนายเป็นผู้เสนอความต้องการ ลูกน้องย่อมต้องสนองเพื่อให้นายเกิดความพึงพอใจ และนี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่มาของการไม่ปรากฏตัวเลขที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นในโลกของตำรวจนั้นจึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะใช้เพียงสถิติตัวเลขในการบ่งบอกว่าโรงพักไหนปฏิบัติงานดีโดยไม่คำนึงถึงบริบทของความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน เพราะตัวเลขคือสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ในโลกของตำรวจ!

 ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข