
"ปชป.-พธม."ทำแท้งรัฐธรรมนูญ
การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2553 เริ่มขึ้นแล้ว ท่ามกลางการชุมนุมคัดค้านของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณหน้ารัฐสภา
การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถือเป็นการประชุมท่ามกลางมติทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคไม่เป็น "เอกฉันท์"
เพราะระหว่างที่ "พรรคชาติไทยพัฒนา" มีมติสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล 2 ฉบับ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 102 ส.ส.อีก 1 ฉบับ ส่วน "พรรคประชาธิปัตย์" มีมติสนับสนุนร่างรัฐบาล 2 ฉบับ และงดออกเสียงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 102 ส.ส.
แต่สำหรับ "พรรคภูมิใจไทย" และพรรคอื่นในรัฐบาลกลับไม่แสดงท่าทีใดๆ ทั้งที่ถูกมองว่าเป็นพรรคที่น่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่น้อยไปกว่า "พรรคชาติไทยพัฒนา"
โดยเฉพาะในประเด็นการแก้ไขเกี่ยวกับเขตเลือกตั้งจากเขตใหญ่เรียงเบอร์มาเป็นเขตเล็กเบอร์เดียว ซึ่งการแก้ไขในมาตรานี้ "พรรคเล็ก" จะได้เปรียบ
แต่ไม่เป็นผลดีกับ "พรรคใหญ่" อย่าง "พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย"
จึงเห็นภาพการแสดงความเห็นของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่ขัดแย้งกับมติพรรคในประเด็นการแก้ไขเรื่องเขตเลือกตั้งอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะส.ส.น้องใหม่สมัยแรกอย่าง "องุ่น" ปรีชญา ขำเจริญ ส.ส.ราชบุรี เขต 1 ถึงกับอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้
"มติพรรคถ้าไม่ทำให้เราเสียจุดยืนและหลักการ สิ่งไหนทำให้ได้ก็จะทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จะไม่ฝืนใจตัวเอง ดังนั้นหากถึงเวลาโหวตมาตราอื่นก็คงทำตามมติพรรค ยกเว้นมาตราที่มาของส.ส.ก็คงต้องยึดจุดยืนของตัวเอง" ส.ส.ราชบุรี สมัยแรก เปิดใจหลังการประชุมพรรค
ส่วน "สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์" ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็แสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะโหวตไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน
ถือเป็นครั้งแรกของ "พรรคประชาธิปัตย์" ที่มีสมาชิกพรรคกล้าออกมาแสดงความคิดเห็น "สวนทาง" กับมติพรรค
นอกจากนี้ภาพ "ผู้หลัก-ผู้ใหญ่" ของพรรคประชาธิปัตย์เดินออกจากห้องประชุมก่อนที่พรรคจะลงมติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับก็ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นกัน
ที่สำคัญ "รัฐธรรมนูญฉบับ 2550" ได้เปิดช่องให้สมาชิกพรรคมีเอกสิทธิ์ในการลงมติสามารถ "โหวตสวนมติ" พรรคได้
มาตรา 126 วรรคสุดท้ายที่ระบุว่า "การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งใด ให้กระทำเป็นการลับ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ และสมาชิกย่อมมีอิสระและไม่ถูกผูกพันโดยมติของพรรคการเมืองหรืออาณัติอื่นใด"
การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 4 ฉบับ
1.ฉบับของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) ที่มี นพ.เหวง โตจิราการ เป็นแกนนำ
2.ฉบับส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 102 คน เสนอ
ส่วนอีก 2 ฉบับเป็นของคณะรัฐมนตรี
สำหรับขั้นตอนการพิจารณาในวันที่ 23 - 24 พฤศจิกายน จะเป็นการเปิดอภิปรายถึงข้อดีข้อเสียของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ก่อนจะลงมติเป็นรายฉบับทั้ง 4 ฉบับในวันที่ 25 พฤศจิกายน เพื่อเข้าสู่วาระรับหลักการและตั้งกรรมาธิการร่วมกันเพื่อนำไปพิจารณาต่อไป
ก่อนจะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ ก็มีเสียงซีกรัฐบาล เตรียม "ตีตก" ร่างฉบับหมอเหวงไว้ล่วงหน้าแล้ว และในส่วนของ "พรรคเพื่อไทย" ก็รู้ดีว่า "ร่างฉบับหมอเหวง" ไม่ผ่านการลงมติอย่างแน่นอน
ในส่วนของร่างฉบับส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 102 คน เสนอ เดิมมีข่าวว่าจะขอถอนออกจากการพิจารณา แต่เมื่อมีการประชุมสภาก็ไม่มีทีท่าว่าจะถอนร่างนี้ออกจากที่ประชุม
หัวเรือใหญ่ที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ "พรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคภูมิใจไทย" ซึ่งท้ายที่สุดเมื่อถึงเวลาลงมติก็เชื่อว่า "ไม่ผ่าน" การพิจารณาเช่นกัน
ส่วนร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีทั้ง 2 ฉบับ แม้ว่ามติ "พรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคประชาธิปัตย์" จะสนับสนุน แต่แรงกระเพื่อมทั้งในและนอกสภาก็ถือเป็นปัจจัยที่น่าห่วง
เพราะเมื่อถึงเวลา "ลงมติ" ร่างที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีทั้งสองฉบับอาจมีคะแนนเสียงไม่พอ เพราะขั้นตอนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญวาระแรกต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งประมาณ 310 เสียงขึ้นไป
ขณะที่เสียงของรัฐบาลขณะนี้อยู่ที่ 272 เสียง ต้องการเสียงเพิ่มอีกประมาณ 40 เสียง ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงที่เสียงอาจจะไม่พอ
เพราะอย่าลืมว่าอย่างน้อยก็มีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง "พรรคประชาธิปัตย์" บางส่วนออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ลงมติให้มาตราเรื่องเขตเลือกตั้งผ่านอย่างแน่นอน
ยังไม่รวมถึงเสียงสมาชิกวุฒิสภาที่มี 40 ส.ว.ออกมาประกาศแล้วว่าจะไม่ยกมือให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับผ่านสภาอย่างแน่นอน
ไม่รวมส.ว.บางคนที่มีใจนิยมชมชอบ "ทักษิณ ชินวัตร" ส่วนที่เหลือเสียงอาจไม่ถึง 40 ยังไม่รวมถึงหลายคนที่อาจจะงดออกเสียง หรือถึงขั้นไม่เข้าประชุม อาจจะยกข้ออ้างไม่สะดวกเดินทางเข้าร่วมประชุม เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรมาชุมนุมหน้ารัฐสภา
และตลอดเวลาที่มีการขานชื่อเพื่อลงมติก็ไม่รู้ว่าจะมีสมาชิกคนไหนตีรวนขอนับองค์ประชุม
เมื่อถามว่า "ปัญหา" ที่ทำท่าจะก่อตัวขึ้น "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี รู้หรือไม่
คำตอบคือ "รู้" แต่ไม่คิดจะเคลียร์ อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ "พรรคประชาธิปัตย์" เคยมีมติชัดเจนไม่คิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเขตเลือกตั้งอยู่แล้ว เพราะเขตใหญ่พรรคได้เปรียบอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าการ "ลงมติ" ครั้งนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ฉบับ ไม่ผ่านการพิจารณาถูกตีตกไปทั้งหมดไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามถือเป็น "ชัยชนะ" ของ "พันธมิตร" และ "พรรคประชาธิปัตย์"
ที่เป็นความสำเร็จคนละบทบาททั้งเคลื่อนไหวนอกสภาและในสภาถือว่า "วิน วิน" ทั้งคู่!!!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



