
รวบมือยิงเอ็ม79สวนลุมฯ-เชียงใหม่
ศอฉ.ยันไม่เลิกคำสั่งห้ามขายสินค้าแดง ระบุจับเฉพาะสินค้าหมิ่นสถาบัน ชี้ ตีบตบ-มือตบไม่เกี่ยว ปัดขัดแย้งนายกฯ ยังไม่ประมาทจับตาป่วนพ.ย. ด้าน ประยุทธ์ยันมาร์คไม่ได้สั่งให้ยกเลิกประกาศ ลั่นแค่ป้องสินค้าจาบจ้วง
(23พ.ย.) ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กล่าวณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้ศอฉ.ทบทวนคำงที่ห้ามจำหน่ายจ่ายแจกสินค้าที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ว่า ท่านไม่ได้บอกให้ยกเลิกคำสั่ง แต่เป็นการทำความเข้าใจว่า ข้อกำหนดที่ออกมาแล้ว เราต้องป้องกันไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดสถาบันหรือหมิ่นเหม่ การกระทำใดที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันที่เขายังมีการกระทำอยู่ เราจำเป็นต้องมีระเบียบออกมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฎิบัติให้ถูกต้อง
วันนี้จะมีการทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เทศกิจว่า ความผิดแค่ไหนที่เขาต้องดำเนินการ ส่วนความผิดส่วนบุคคลนั้น มีกฎหมายปกติใช้อยู่แล้ว ส่วนการขายสินค้าต่างๆนั้น ใครอยากจะขายก็ขายไป แต่จะผิดระเบียบอย่างอื่นหรือไม่ตนไม่ทราบ หากเป็นการหมิ่นประมาทใครต้องไปฟ้องร้องกันเองตามกฎหมายปกติ แต่ที่ตนห้าม คือ การจำหน่ายจ่ายแจกสินค้าหรืออะไรที่หมิ่นสถาบัน ส่วนสินค้าหมิ่นสถาบันทีเราพบ ก็มีพวกซีดีเป็นต้น
เมื่อเวลา 17.00 น. ที่กองทัพบก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลการประชุม ศอฉ.ที่มี พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในการประชุมว่า ที่ประชุม หารือกรณีที่นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้ทบทวนคำสั่ง ศอฉ.เรื่องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ ออกคำสั่งคำสั่งที่ 141/2553 เรื่อง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ ออกคำสั่งยึด หรือ อายัด สินค้าหรือวัตถุอื่นใดที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ซึ่งหลังจากที่ประชุมทบทวนเรื่องนี้แล้ว ศอฉ.มีมติให้ชี้แจงทำความเข้าใจเพิ่มเติมต่อประชาชนว่า ตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการออกประกาศฉบับนี้ไม่ได้ต้องการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินไป ซึ่งหลังจากการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมาไม่ได้มีการดำเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลที่ออกไปในคำสั่ง เพราะไม่มีใครปฏิบัติในลักษณะนั้น ส่วนผู้ที่ถูกจับในกรณีรายเล็กรายน้อยเป็นเรื่องของกฎหมายตามปกติที่ใช้พื้นที่ในการวางขายของที่ไม่ถูกต้องเท่านั้น
“ การชุมนุมแต่ละครั้งมักมีกลุ่มคนที่นำเอาสินค้าที่มีรูปภาพ หรือข้อความที่มีความหมายในลักษณะไม่บังควร หมิ่นเหม่ต่อการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตรย์ โดยนำสินค้าดังกล่าวมาจำหน่ายจ่ายแจก ดังนั้นศอฉ.จึงจำเป็นต้องออกคำสั่งดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจนมุ่งไปยังผู้ที่นำสินค้ามาจำหน่ายจ่ายแจกที่หมิ่นเหม่ต่อการจาบจ้วงสถาบัน ไม่ได้มีเจตนาในเรื่องทางการเมือง ท่านจะชอบใครรักใคร เชียร์ใคร หรือจะเกลียดใคร เป็นเรื่องของท่านในเชิงทางการเมือง อาทิ ตีนตบ มือตบ ซึ่งถือว่า ไม่มีความผิด ส่วนสินค้าที่มีรูปภาพ หรือข้อความ ที่ไปก้าวล่วงสิทธิส่วนบุคคลของผู้หนึ่งผู้ใดเป็นเรื่องของบุคคลผู้นั้นจะฟ้องร้องก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็มีหน้าที่ในการบันทึกภาพเท่านั้น ถ้ามีการฟ้องร้องก็ฟ้องร้องกันไป ทั้งนี้ยืนยันว่า การที่นายกฯสั่งให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าวนั้น ทางรัฐบาลกับศอฉ.ไม่มีความขัดแย้งกันแต่อย่างใด ซึ่งคงไม่ต้องมีการชี้แจงต่อนายกฯเพิ่มเติม เพราะศอฉ.ได้มีการแถลงชี้แจงแล้ว ” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมศอฉ.ยังมีการรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บริเวณหน้ารัฐสสภา จากการรายงานพบว่ามีผู้ชุมนุมประมาณหนึ่งพันคน และการชุมนุมก็เป็นไปตามที่ได้ประสานงานไว้ คือ จะไม่มีการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อที่หน้ารัฐสภา ซึ่งคาดว่าผู้ชุมนุมน่าจะเคลื่อนย้ายกลับไปในพื้นที่ เช่น บ้านพระอาทิตย์ สวนสันติชัยปราการ และพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งมีอยู่ 3 จุดการปฏิบัติภารกิจส่วนการเฝ้าระวังการก่อเหตุในช่วงเดือนพ.ย.นี้นั้น ในเรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยของหน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงดำเนินการอยู่ ไม่ได้ประมาท ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งการตลอดว่า ให้กวดขันและดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
"ธาริต"ส่งพนง.สอบสวนแจ้งข้อหาก่อการร้ายผู้ต้องหา5ราย
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงการจับกุมผู้ต้องหาคดียิงเอ็ม 79 ใส่สถานที่สำคัญหลายแห่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและ ปริมณฑล ว่า ตนได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ในฐานะเลขานุการคณะพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ที่ตำรวจชุดที่นำกำลังพร้อมหมายจับคดีก่อการร้ายของดีเอสไอเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย เพื่อเข้าแจ้งข้อกล่าวหาคดีก่อการร้าย และสอบปากคำเบื้องต้น
รายงานข่าวเปิดเผยว่า สำหรับผู้ต้องหา 5 ราย ที่ถูกจับกุมตัวได้ล่าสุด ได้แก่ นายวัลลภ หรือป้อม พิธีพรม อายุ 26 ปี ซึ่งมีประวัติเคยก่อเหตุยิงอาวุธอาร์พีจีในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ก่อนจะเข้ามาร่วมเป็นการ์ดนปช. นายสมคิด หรือคิด มากวงศ์ อายุ 37 ปี นายวันชัย หรือไก่ ซังข้าว อายุ 34 ปี นายอนันต์ หรือเชียร มีรอด อายุ 31 ปี และนายชัชชัย หรือเอ็ม โภคานุภาพ อายุ 30 ปี
รวบอดีตพลทหารม้ามือยิงเอ็ม79สวนลุมฯ-เชียงใหม่
เมื่อเวลา 16.00 น.พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผบ.ตร. และรรท.ผบช.ภาค 1 ,พล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ผบช.ภ.5 พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบก.น.6 พล.ต.ต.สุวรรณ เอกโพธิ์ ผบก.สส.ภ.5 พร้อมเจ้าหน้าที่คณะทำงานติดตามคดีที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ร่วมกันแถลงผลจับกุมนายวัลลภ หรือป้อม พิธีพรม อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 119 ถ.สำราญรื่น ต.ท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.578/2553 ลงวันที่ 21 พ.ย.2553 ในความผิดฐานกระทำการให้เกิดการระเบิดจนเป็นเหตุให้ทรัพย์ของผู้อื่นเสียหาย ,ทำให้ทรัพย์เสียหาย ,มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้ไว้ในครอบครอง และพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่มีเหตุอันสมควร และยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน พร้อมพวกอีก 4 คน ประกอบด้วย นายสมคิด หรือคิด มากวงศ์ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 165 ม.1 ต.บ้านกลาง อ.สอง จ.แพร่ นายวันชัย หรือไก่ ซังข้าว อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 13/2 ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ นายอนันต์ หรือเชียร มีรอด อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57 ม.3 ต.บ้านหลวง อ.ดอนตูม จ.นครปฐม และนายชัชชัย หรือเอ็ม โภคานุภาพ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37/67 ต.ดาวดึงห์ ต.ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์
พร้อมด้วยของกลางรวม 12 รายการ ประกอบด้วย วงจรหน่วงเวลากับโทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 ชุด ,หัวแร้งบัดกรี จำนวน 1 อัน ,ปืนกาว จำนวน 1 อัน ,อาวุธปืนลูกซองไทยประดิษฐ์ จำนวน 1 กระบอก ,กระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 จำนวน 10 นัด ,แส้ทำความสะอาดอาวุธปืน จำนวน 1 ชุด ,ซองปืนชนิดพกนอก จำนวน 2 อัน ,วิทยุสื่อสารยี่ห้อไอคอม จำนวน 1 เครื่อง ,วิทยุสื่อสารยี่ห้อเคนวูด จำนวน 1 เครื่อง ,ดินระเบิดชนิดซีโฟว์ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 นิ้ว พันด้วยเทปกาวสีดำจำนวน 2 ลูก ลูกละ 2 กิโลกรัม ,เชื้อประทุไฟฟ้าจำนวน 2 ดอก และรถยนตืกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไมตี้เอ็กซ์ สีน้ำเงิน ทะเบียน บบ 721 ระยอง พร้อมกล่าวหาว่าร่วมกันมีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ,มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยผิดกฏหมาย
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า การจับกุมผู้ต้องหาครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมีนาคม ถึง เดือนกันยายน 2553 ได้เกิดเหตุกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 และขว้างระเบิดใส่สถานที่สำคัญจำนวนหลายแห่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเชียงใหม่ โดยเฉพาะเหตุการณ์ระเบิดได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งในช่วงก่อนและหลังมีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช.จนทำให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเป็นการก่อเหตุกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการเร่งรัดการสืบสวนสอบสวน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฏหมายอย่างต่อเนื่อง
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวอีกว่า ในเวลาต่อมาตำรวจภูธรภาค 5 ได้ทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจากกรณีเมื่อวันที่ 12 ก.ย. เวลา 02.57 น.ที่ผ่านมา มีคนร้ายยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ใส่อาคารที่ทำการบริษัทเชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จำกัด เลขที่ 30 ถ.มหิดล ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ของนายคะแนน สุภา บิดาของนางกรุณา ชิดชอบ ซึ่งเป็นภรรยา นายเนวิน ชิดชอบ ชุดสืบสวนได้รวบรวมพยานจนสามารถรู้ตัวผู้ก่อเหตุ และได้ออกหมายจับนายวัลลภ ผู้ต้องหาที่หนึ่ง ต่อมาช่วงกลางดึกเวลาประมาณ 23.00 น.วันที่ 21 พ.ย. ต่อเนื่องวันที่ 22 พ.ย. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสามารถจับกุมนายวัลลภได้ ที่บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. ย่านสายไหม กทม. หลังจากที่ตามจากที่พักที่การเคหะเอื้ออาทร ร่มเกล้า พร้อมของกลางรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิ สตราด้า สีดำ ทะเบียน บพ 7405 พิษณุโลก ที่ใช้ในการกระทำความผิด
จากการสอบสวนนายวัลลภ ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามข้อหาที่ถูกออกหมายจับจริง และได้บอกด้วยว่าได้ก่อเหตุลักษณะนี้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 4 ครั้ง และในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล จำนวน 8 ครั้ง ซึ่งในพื้นที่ จ.เชียงใหม่เริ่มครั้งแรกวันที่ 4 เม.ย. เวลา 22.20 น. ยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปในบริเวณลานจอดรถห้างแมคโครเชียงใหม่ ถ.เชียงใหม่ ลำปาง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมือง เชียงใหม่ ท้องที่ สภ.แม่ปิง วันเดียวกัน เวลาประมาณ 23.20 น. ยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ใส่โรงงานเฟอร์นิเจอร์ตนานุวัตร์ เลขที่ 108/ 1 หมู่ 5 ต.แม่เหียะ อ.เมือง เชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่สาขาหางดง ท้องที่สภ.เชียงใหม่ ครั้งที่ 3 วันที่ 6 ก.ย. 53 เวลาประมาณ 22.20 น. ยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ใส่บริเวณหน้าค่ายกรมรบพิเศษ 5 (ค่ายขุนเณร) ถ.เชียงใหม่ แม่ริม ต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม ท้องที่สภ.แม่ริม ครั้งที่ 4 วันที่ 12 ก.ย. เวลาประมาณ 02.47 น. ยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ใส่อาคารที่ทำการบ.เชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นของบิดาและภรรยา นายเนวิน ชิดชอบ ท้องที่ สภ.ภูพิงค์
ส่วนในพื้นที่กทม.และปริมณฑล ครั้งแรก วันที่ 16 มี.ค.เวลาประมาณ 03.25 น. ยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ตกใส่หลังคาบ้านเลขที่ 22/18 ลาดพร้าว 23 แยก 6 แขวงจันทรเกษม เขตจตุจักร กทม. ใกล้บ้านพักนายอัคราทร จุฬารัตน์ ซึ่งมีเป้าหมายไปที่ธ.กรุงเทพ สาขารัชดาโยธิน 1 นัด ครั้งที่ 2 วันที่ 10 เม.ย.เวลาประมาณ 20.15 น. ได้เกิดเหตุตึกไทยคู่ฟ้า และตึกนารีสโมสร และตึกทำเนียบรัฐบาล มีการยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 3 นัด ซึ่งได้ยิงจากสะพานฆัฆวาน หลังกลุ่มผุ้ชุมนุมมีการผลักดันทหาร ตำรวจออกจากพื้นที่ดังกล่าว ครั้งที่ 3 วันที่ 28 เม.ย.เวลาประมาณ 05.00 น. เกิดเหตุที่บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาตลิ่งชัน ถ.บรมราชชนนี แขวงและเขตตลิ่งชัน กทม. มีการยิงระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 1 นัด ครั้งที่ 4 วันที่ 8 พ.ค. เวลา 04.30 น. เหตุเกิดที่บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาวิภาวดี ถ.วิภาวดี ซ. 20 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ยิงระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 1 นัด
ครั้งที่ 5 วันที่ 14 พ.ค. เวลา 20.20 น. ยิงจากฐานที่มั่นใต้สะพานยกระดับประตูน้ำ ระยะทางไม่น่าจะเกินตึกใบหยก โดยยิงไปที่บริเวณหน้าโรงแรมอินทรา แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กทม. จำนวน 4 นัด ครั้งที่ 6 วันที่ 16 พ.ค. ช่วงเวลากลางคืน ยิงจากฐานที่มั่นจากหลังสวนลุมช่วงบริเวณแยกราชประสงค์ ตัดถนนวิทยุ โดยยิงไปทางสวนลุม เนื่องจากทราบว่าทหารจะมีการสลายการชุมนุม โดยเคลื่อนพลมาจากด้านสวนลุมพินี โดยยิงระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 60 นัด ครั้งที่ 7 วันเดียวกัน ช่วงเวลากลางคืน ยิงจากฐานที่มั่น บริเวณถ.อโศก ยิงไปทางทิศที่มีป้ายบอกทางด่วนท่าเรือ ยิงเอ็ม 79 จำนวน 60 นัด ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 18-19 พ.ค. ต่อเนื่องกัน ยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหาร โดยยิงออกจากภายในกลุ่มผุ้ชุมนุม ซึ่งกำลังปะทะกับทหารที่กระชับพื้นที่ ในแต่ละจุด โดยยิงไปรอบทิศ ไม่ทราบแน่ชัดจุดใดบ้าง รวมประมาณ 120 นัด
นายวัลลภ สารภาพอีกว่า ที่ตนเข้ามาปะปนอยู่กับกลุ่มนปช. เนื่องจากตนมีอุดมการณ์ส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับใคร โดยเฉพาะความเคียดแค้นที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทหารเพราะเมื่อเดือน เม.ย. ปี 2552 ตนได้เห็นเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อาวุธปืนและกระสุนจริง ยิงใส่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่บริเวณตลาดโบ๊เบ๊ ตนเห็นผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช.ครั้งล่าสุด ตนซึ่งมีอุดมการณ์ส่วนตัว และไม่ชอบพฤติกรรมวิธีกระชับพื้นที่ของรัฐบาล ได้แฝงตัวเข้ามาเป็นการ์ดของนปช. โดยมีคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันร่วมกับตนจำนวนมาก ส่วนอาวุธทั้งเอ็ม 79 และอาวุธสงครามอื่น ๆได้ไปติดต่อซื้อตามแนวชายแดน โดยมีผู้สนับสนุนให้ทุน ซึ่งตนไม่ขอกล่าวอ้างถึงบุคคลที่ 3 ซึ่งจะให้ข้อมูล กับการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น
นายวัลลภ กล่าวว่า สาเหตุที่เจาะจงยิงใส่ธนาคารกรุงเทพฯ เนื่องจากทางการข่าวของพวกตน สืบทราบมาว่า ผู้บิรหารรวมถึงคณะกรรมการของธนาคารกรุงเทพฯ มีส่วนร่วมและให้การสนับสนุน กลุ่มพันธมิตรหรือคนเสื้อเหลือง ซึ่งมีอุดมการณ์และมีความคิดที่แตกต่างจากตน ตนเห็นว่ากลุ่มพันธมิตร เป็นกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงไม่มีความประชาธิปไตย ตนจึงอยากจะแก้แค้นเอาคืน โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนที่ให้ทุนสนับสนุนกับกลุ่มพันธมิตร
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นายวัลลภ ได้ไปฝึกใช้อาวุธและยิงอาวุธสงครามมาจากที่ไหน และใครฝึกให้ นายวัลลภ กล่าวว่า ตนไม่ได้ฝึกใช้อาวุธ เพราะใช้เป็นอยู่แล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้ เคยเป็นพลทหารอยู่ที่กองพันทหารม้าที่ 7 จ.อุตรดิตถ์ ส่วนการวางระเบิดแสวงเครือ่งต่าง ๆ ตนวางไม่เป็นซึ่งของกลางที่พบเป็นวัตถุระเบิดในห้องพักที่โครงการเคหะเอื้ออาทร ร่มเกล้า มีคนรู้จักนำมาฝากไว้ และเพื่อนอีก 4 คน ที่ถูกจับพร้อมของกลาง ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเหตุการณ์ยิงระเบิดเอ็ม 79 ทั้งนั้น ตนเป็นยิงระเบิดเพียงคนเดียว
"เหตุการณ์ที่มีลูกระเบิดเอ็ม 79 ที่ตกใส่แฟลตตำรวจลุมพินี ในวันที่มีการกระชับพื้นที่ ก็เป็นฝีมือผม ผมก็ขอโทษกับการกระทำที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้ตั้งใจว่าจะยิงใส่แฟลตตำรวจแต่อย่างใด เพราะเป้าหมายต้องการยิงเข้าไปในสวนลุมพินี ที่มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตั้งกองกำลังอยู่ แต่ลูกระเบิดเอ็ม 79 ที่ตกใส่แฟลตตำรวจ เป็นเหตุการณ์ที่คลาดเป้า "นายวัลลภกล่าว
ด้าน พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า จากคำให้การของผู้ต้องหาในเบื้องต้นก็น่าเชือ่ได้ว่า เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ชุมนุมแต่ขณะนี้ผู้ต้องหายังอ้างว่าทำการเพียงคนเดียว ซึ่งนายวัลลภผู้ต้องหาที่รับว่าเป็นคนยิงระเบิดเอ็ม 79 เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ของภาค 5 สามารถจับกุมได้ ก่อนจะนำตัวไปค้นที่ จ.เชียงใหม่ และในวันนี้ (23 พ.ย.) ก็ได้นำตัวมาค้นที่ห้องพักของนายวัลลภ ห้องเลขที่ 1113 /23 ชั้น 2 อาคาร 14 โครงการเคหะเอื้ออาทร ร่มเกล้า ซ.เอื้ออาทร- ร่มเกล้า 2 ถ.เคหะร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม. พร้อมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก 4 คนและของกลางซึ่งมีวัตถุร้ายแรงเป็นดินระเบิดชนิดซีโฟร์ 2 ลูก ๆละ 2 กิโลกรัม ซึ่งอานุภาพทำลายแรงของซีโฟร์ที่พบ เพียงลูกเดียวก็สามารถทำลายตึก 3 ชั้นได้ หากถูกนำไปใช้ก่อเหตุก็จะเกิดความเสียหายจำนวนมาก
พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวอีกว่า จากคำสารภาพของนายวัลลภ ก็เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนทางคดี และจะได้ทำการสอบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมกระทำความผิดอื่นต่อไป และมั่นใจว่าต้องจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้เพิ่มอีกรวมถึงบุคคลที่เป็นท่อน้ำเลี้ยง และขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่เองก็ทราบตัวบ้างแล้ว เพราะมีการตรวจสอบจากบัญชีเงินฝาก ซึ่งมีการโอนเงิน และมีการเคลื่อนไหวของบัญชีอยู่ตลอดและต่อจากนี้จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งให้พนักงานสอบสวน สน.ร่มเกล้าดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะได้นำตัวนายวัลลภ ไปขยายผลค้นพื้นที่ในจ.เชียงใหม่เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม



