
เกาหลีเหนือชี้เกาหลีใต้ยิงก่อนขู่โต้แรง
คาบสมุทรเกาหลีเครียดหนัก กองทัพเกาหลีใต้เตรียมพร้อมเต็มอัตราศึก โสมแดงยิงปืนใหญ่ถล่มเกาะในทะเลเหลือง นาวิกโยธินเกาหลีใต้ดับ 2 นาย เจ็บอีกกว่าสิบ พลเรือนโดนด้วย เผาไหม้บ้านเรือนอลหม่านทั่วเกาะ เกาหลีเหนือโต้ฝ่ายใต้ยิงก่อน ผู้นำโสมขาวเรียกหน่วยความมั่นคงถก
สถานีโทรทัศน์วายทีเอ็นในเกาหลีใต้ รายงานเมื่อวันอังคาร (23 พ.ย.) ว่าหน่วยปืนใหญ่ของเกาหลีเหนือได้ยิงกระสุนปืนใหญ่ที่บางสำนักข่าวระบุว่าประมาณ 200 นัด ในจำนวนนี้ 50 นัดตกใกล้ฐานทัพนาวิกโยธินเกาหลีใต้บนเกาะยอนเปียง นอกชายฝั่งตะวันตกใกล้กับเขตแดนพิพาทในทะเลเหลือง เมื่อเวลาประมาณ 14.34 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าเวลาในไทย 2 ชั่วโมง ทหารเกาหลีใต้ที่ประจำการบนเกาะได้ยิงปืนแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง เค-9 ตอบโต้กลับไปประมาณ 80 นัด
กองทัพเกาหลีใต้แถลงความสูญเสียในเวลาต่อมาว่า มีนาวิกโยธินเกาหลีใต้เสียชีวิต 2 นาย บาดเจ็บ 15 นาย ในจำนวนนี้สาหัส 5 นาย พลเรือนบาดเจ็บ 3 คน บ้านเรือนเสียหายนับสิบหลังจากเพลิงไหม้ ส่งกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ามองเห็นในระยะไกลได้อย่างชัดเจน ไฟฟ้าดับทั่วเกาะ ชาวบ้านบนเกาะแตกตื่นหนีภัยกันจ้าละหวั่น ทางการอพยพประชาชนบนเกาะซึ่งมีประมาณ 1,600 คนไปอยู่ที่พักพิงชั่วคราว
รายงานระบุว่า เสียงปืนใหญ่ดังกึกก้องไปทั่วน่านน้ำนานนับชั่วโมง ก่อนเงียบลงอย่างกะทันหัน และกองทัพเกาหลีใต้ยังได้ส่งเครื่องบินรบจำนวนหนึ่งไปยังเกาะยอนเปียงด้วย
นับเป็นการปะทะกันตามแนวชายแดนครั้งร้ายแรงที่สุดนับจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงโดยปราศจากข้อตกลงสงบศึกเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2493-2496)
หลังเกิดเหตุ กองทัพเกาหลีใต้สั่งให้ทหารตั้งอยู่ในความเตรียมพร้อมขั้นสูงสุดในภาวะนอกสงคราม ขณะที่ประธานาธิบดีลี มยอง บัค เรียกประชุมรัฐมนตรี ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่บังเกอร์ใต้ดินแห่งหนึ่ง เพื่อหารือว่าจะรับมือสถานการณ์อย่างไร และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพยายามป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย แต่กระนั้นรัฐบาลโซลได้เตือนแล้วว่า จะตอบโต้อย่างหนักหน่วงหากอีกฝ่ายไม่ยุติการยั่วยุ และว่าการโจมตีถูกเป้าหมายของพลเรือนอย่างไม่รับผิดชอบนี้เป็นสิ่งที่อภัยให้ไม่ได้ ทางการเกาหลีเหนือต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
รัฐบาลเกาหลีใต้ยังพิจารณาว่าจะต้องอพยพพลเมืองเกาหลีใต้ออกจากเกาหลีเหนือหรือไม่ เนื่องจากมีชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก ทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมในเมืองแกซอง และรีสอร์ท บนเทือกเขาคุมกังของเกาหลีเหนือ
สำนักข่าวยนฮัพรายงานว่า เกาหลีใต้สั่งปิดโรงเรียน 9 แห่งบน 5 เกาะอย่างไม่มีกำหนด รวมทั้งเกาะยอนเปียงที่ถูกถล่มด้วยปืนใหญ่ ตามคำสั่งของสำนักงานการศึกษาในเมืองอินชอน ซึ่งกำกับดูแลโรงเรียนทุกแห่งบนเกาะที่อยู่ใกล้กับเขตแดนทางทะเลติดกับเกาหลีเหนือ
ขณะเดียวกัน กระแสข่าวยังสับสนอยู่ว่าอะไรเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกาหลีเหนือระดมยิงปืนใหญ่ แต่สำนักข่าวกลางซึ่งเป็นสื่อของทางการเกาหลีเหนือ รายงานยืนยันว่าได้เกิดการยิงปะทะกันระหว่างทหารเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ใกล้ชายแดนทางทิศตะวันตกจริง แต่เกาหลีเหนือกล่าวหาว่าเกาหลีใต้เป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และเตือนด้วยว่าจะปฏิบัติการตอบโต้ทางทหารอย่างไร้ความปรานี หากเกาหลีใต้รุกล้ำน่านน้ำของเกาหลีเหนือแม้เพียง 0.001 มิลลิเมตร แต่เกาหลีเหนือไม่ได้เอ่ยถึงความสูญเสียของฝ่ายตน
ขณะที่เกาหลีใต้ก็กำลังตรวจสอบว่า เกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่อาจเพื่อตอบโต้ที่กองทัพเกาหลีใต้ซ้อมรบประจำปีที่ชายฝั่งตะวันตก นอกเกาะยอนเปียง ซึ่งมีทหารเข้าร่วมประมาณ 7 หมื่นนายหรือไม่ โดยรัฐบาลเปียงยางได้ประท้วงการซ้อมรบดังกล่าวในจดหมายที่ส่งถึงโซลก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน
เขตแดนทางทะเลด้านตะวันตก หรือที่รู้จักกันว่าเส้นจำกัดทางเหนือ เคยเกิดเหตุปะทะกันหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะเมื่อเดือนมีนาคม เกิดเหตุจมเรือรบเกาหลีใต้ ทำให้ทหารเรือเกาหลีใต้เสียชีวิต 46 นาย โดยเกาหลีใต้ปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือเกาหลีเหนือแต่อีกฝ่ายปฏิเสธเกี่ยวข้อง และทำให้ความสัมพันธ์สองเกาหลีเสื่อมทรามลงเรื่อยมานับจากนั้น
เหตุยิงปะทะกันเมื่อวันอังคาร ยังนับว่ารุนแรงที่สุดตั้งแต่นายคิม จอง อึน บุตรชายคนเล็กของนายคิม จอง อิล ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้รับการวางตัวเป็นทายาทผู้นำอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน โดยเชื่อกันว่านายคิมผู้พ่อ สุขภาพกำลังย่ำแย่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดังเดิม และเมื่อวันเสาร์ เกาหลีเหนือเพิ่งอวดโรงงานเสริมสมรรถภาพยูเรเนียมแห่งใหม่แก่นักวิทยาศาสตร์อเมริกันคนหนึ่ง ที่ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่ารู้สึกตะลึงกับโรงงานดังกล่าวซึ่งใช้เทคโนโลยีทันสมัยมาก
หลังเกิดเหตุ นานาชาตินำโดยสหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหภาพยุโรป และอังกฤษ ได้ออกมาประณามเเกาหลีเหนือ ยกเว้นพันธมิตรใกล้ชิดรัฐบาลเปียงยางอย่างจีน ที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศกล่าวเพียงว่าทั้งสองประเทศควรพยายามมากกว่านี้เพื่อสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี และควรจะรื้อฟื้นการเจรจา 6 ฝ่ายเพื่อยุติโครงการนิวเคลียร์เกาหลีเหนือโดยเร็วที่สุด
ทำเนียบขาวของสหรัฐออกแถลงการณ์ประณาม และขอให้เกาหลีเหนือยุติการกระทำที่ก้าวร้าวชวนก่อสงคราม และปฏิบัติตามข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวที่จัดทำขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเกาหลีเหนือเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว นอกจากนี้สหรัฐยังยึดมั่นในหลักการที่จะให้การคุ้มครองแก่เกาหลีใต้ที่เป็นชาติพันธมิตร และจะส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนี้
สวนนายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คังแห่งญี่ปุ่น กล่าวภายหลังประชุม ครม.ฉุกเฉิน เมื่อวันอังคาร สั่งรัฐมนตรีทุกคนรวบรวมข้อมูลและเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันทุกรูปแบบ เจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่นมองว่าครั้งนี้ เกาหลีเหนือกระทำการยั่วยุอย่างอันตรายยิ่ง
นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย แถลงว่า เหตุการณ์การยิงปะทะกันครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยเป็นครั้งที่ 3 แล้วในปีนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจทำให้ปฏิบัติการทางทหารเลวร้ายลงอีก และอาจเกิดอันตรายใหญ่หลวงที่เราจำเป็นต้องหาทางหลีกเลี่ยงทุกวิถีทาง และฝ่ายที่ยิงโจมตีเกาะเกาหลีใต้ก่อนจะต้องแสดงความรับผิดชอบ รวมทั้งจำเป็นที่จะต้องยุติการยิงตอบโต้กันในทันที
มีรายงานล่าสุด คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เตรียมจัดประชุมฉุกเฉิน เพื่อหารือความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีแล้ว
กระทรวงการคลังเกาหลีใต้นัดประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเช้าวันพุธ (24 พ.ย.) เพื่อหารือผลกระทบทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินจากสถานการณ์ตึงเครียด รวมทั้งตรวจสอบปฏิกิริยาจากต่างประเทศ เพราะข่าวการโจมตีเกิดขึ้นหลังตลาดปิดการซื้อขายประจำวันไปแล้ว และได้เริ่มเฝ้าจับตาตลาดหุ้นตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนท่าทีของนักลงทุนต่างชาติ และสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ขณะที่บริษัทใหญ่ๆ อย่างซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และฮุนได มอเตอร์ ได้แสดงความวิตกเช่นกันว่าเหตุการณ์ปะทะกันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น
นายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐเกาหลี ให้สัมภาษณ์ในรายการเก็บตกจากเนชั่น ภาคค่ำ ทางเนชั่นแชลแนลว่า สถานการณ์ในกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ ประชาชนและภาคธุรกิจไม่ได้มีอาการตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกาหลีเหนือยิงปืนใหญ่ถล่มเกาะยอนเปียง ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินอินชอน หรือชายฝั่งตะวันตกออกไปประมาณ 80.46 กม. แต่ประชาชนรีบเดินทางกลับบ้าน เพื่อไปติดตามข่าวคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
นายชัยยงค์กล่าวว่า รัฐบาลโซลรับมือกับเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างระมัดระวังมาก มีการย้ำให้หาทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย และต้องการสืบสาวที่มาที่ไปอย่างละเอียดก่อนกำหนดท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา ซึ่งจะต้องจับตาดูต่อไป มาตรการในขั้นต่อไปหลังจากประธานาธิบดีลี มยอง บัค ประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉินในวันพุธนี้
“กรณ์”ยันศึกเกาหลีเหนือ-ใต้ไม่กระทบการเงินไทย
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์สู้รบระหว่างประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ จนส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วทั้งเอเชียตกลงนั้น ถือว่าเป็นความเสี่ยงทางการเมืองต่อนักลงทุนที่ไปลงทุนในเกาหลีใต้ ซึ่งเชื่อว่านักลงทุนทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยงนี้มา เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมาไปกังวลกับปัญหาการเงินของโลก จนลืมความเสี่ยงด้านการเมืองไปบ้าง อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบทำให้เงินทุนไหลออกจากไทยมากนัก เนื่องจากหลังจากสหรัฐอเมริกาออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) รอบ 2 ก็ไม่ได้ส่งผลต่อค่าเงินบาทและทำให้เงินไหลเข้าไทยมากนัก รวมถึงค่าเงินบาทยังอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา
เกาหลีเหนือทะลักเข้าเชียงของ-เชียงแสนเพียบ
น.อ.โสภณ รัชตาภิรักษ์ ผู้บังคับการหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เขตเชียงราย ได้รับแจ้งจากกำลังพลที่ประจำอยู่แถวสามเหลี่ยมทองคำ หมู่บ้านสบรวก หมู่ 1 ต.เวียง อ.เชียงแสน ชายแดนไทย-ส.ป.ป.ลาว ว่ามีเรือหางยาวกลางแม่น้ำโขงบรรทุกผู้โดยสารมาเต็มลำและขับเข้าเรียบชายฝั่งไทยเป็นที่น่าสงสัย จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารเรือเข้าไปตรวจสอบปรากฎว่าพบชายหญิงกลุ่มใหญ่ขึ้นจากเรือมาเดินอยู่บนตลิ่ง จึงเข้าไปสอบถามปรากฎว่าทั้งหมดเป็นชาวเกาหลีเหนือที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทย จึงได้ควบคุมตัวไปทำการสอบสวน
จากการสอบสวนทราบว่าทั้งหมดมีจำนวน 12 คน แยกเป็นชายจำนวน 1 คนและหญิง 11 คนโดยส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่ 40-50 ปีแต่มีหญิงสาวในกลุ่มอายุประมาณ 14-15 ปีอยู่ด้วยจำนวน 3 คน โดยทั้งหมดหลบหนีมาจากชายแดนเกาหลีเหนือ-จีน และเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศจีนก่อนจะเดินทางหลบหนีเรื่อยมาจนถึงชายแดนประเทศไทยวัตถุประสงค์เพื่อเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ของไทย เพื่อจะอาศัยให้ผลักดันไปยังสถานฑูตประเทศเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยและถูกผลักดันส่งไปยังประเทศที่สามหรือเกาหลีใต้ต่อไป เจ้าหน้าที่ทหารเรือจึงนำส่ง สภ.เชียงแสน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
น.อ.โสภณ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2553 ทหารเรือสามารถจับกุมชาวเกาหลีเหนือที่หลบหนีเข้าเมืองมาได้จำนวนทั้งสิ้น 230 คน แยกเป็นชายจำนวน 47 คน และหญิง 157 คน โดยเป็นการจับกุมในท้องที่รับผิดชอบเขต อ.เชียงแสน จำนวน 120 คน และ อ.เชียงของ จำนวน 110 คน ทั้งนี้ยอมรับว่าปัญหาการทะลักเข้ามาของชาวเกาหลีเหนือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ และเจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องทำตามกฎหมายรวมทั้งปฏิบัติต่อผู้ต้องหาอย่างมีมนุษยธรรม กระนั้นปัญหาคือเรายังไม่มีล่ามแปลหรือข้อมูลเครือข่ายที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพราะเชื่อว่าน่าจะมีเครือข่ายภายในประเทศและนอกประเทศคอยให้การช่วยเหลือคนเหล่านี้
เมื่อเร็วๆ นี้คณะทูตจากประเทศเกาหลีใต้ได้เดินทางไปประชุมกับเจ้าหน้าที่ที่ อ.เชียงของ และขอร้องให้เจ้าหน้าที่ของไทยดูแลชาวเกาหลีที่หลบหนีเข้ามาด้วยโดยทางเกาหลีใต้กำลังจะจัดส่งล่ามแปลภาษาเกาหลี ไปประจำอยู่ที่ จ.เชียงราย ราวต้นปี 2554 หรืออย่างเร็วสุดในเดือน ม.ค.นี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ของไทยก็คงจะต้องปรับตัวไปตามสถานการณ์เพราะปัจจุบันพบการหลบหนีเข้าเมืองของชาวเกาหลีเหนือแตกต่างออกไป โดยเดิมมีการจับกุมได้มากแถบ อ.เชียงแสน แต่ปัจจุบันชาวเกาหลีเหนือทะลักเข้ามาทาง อ.เชียงของ มากขึ้นแสดงว่าอาจจะใช้การเดินทางทางรถยนต์ผ่านถนนอาร์สามเอไทย-สปป.ลาว-จีนตอนใต้ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จแล้วแทนการเดินทางทางเรือสินค้าในแม่น้ำโขง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวานนี้ชาวบ้านพบชาวเกาหลีเหนือจำนวน 12 คน และเด็กอีก 1 คน เดินทางขึ้นฝั่งบริเวณเขตรอยต่อระหว่างหมู่บ้านห้วยเอียน อ.เวียงแก่น กับบ้านปากอิง อ.เชียงของ จากนั้นได้ร้องขอให้ไปส่งที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเชียงของ โดยชาวบ้านระบุด้วยว่า ในช่วงประมาณ 2- 3 วันนี้ พบชาวเกาหลีเดินทางขึ้นจากแม่น้ำโขง จากฝั่ง สปป.ลาว พื้นที่เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว อย่างต่อเนื่อง พบส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงมากกว่า



