
เอกชนเสนอบริหารน้ำโขงชี้เขื่อนจีนไม่เกี่ยว
อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ นำคณะสำรวจสถานการณ์แม่น้ำโขงด้าน จ.เชียงราย เตรียม ชง คกก.ขอจีนปล่อยน้ำเพิ่มเติมในหน้าแล้ง ด้านอกชน เสนอให้รัฐบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาผลกระทบจากการเหือดแห้งของแม่น้ำโขง หลังจากพบตัวเลขการให้น้ำไม่เกี่ยวข้องกับจีนเก็บกักน้ำในเขื่อนใหญ
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 23 พ.ย. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ได้นำคณะเจ้าหน้าที่ส่วนที่เกี่ยวข้องเดินทางไปสำรวจสถานการณ์แม่น้ำโขงด้าน จ.เชียงราย โดยคณะได้ไปรับฟังบรรยายสรุปที่สำนักงานอุทกวิทยา อ.เชียงแสน ตั้งแต่ลักษณะทางอุทกวิทยาของแม่น้ำโขงที่มีต้นกำเนิดจากประเทศจีนและไหลผ่านพม่า ส.ป.ป.ลาว ไทย กัมพูชาและเวียดนาม ระยะทางประมาณ 4,800 กิโลเมตร และได้รายงานการวัดระดับน้ำจากสถานีแม่น้ำโขงเชียงแสนถึงระดับน้ำตั้งแต่เริ่มมีการวัดระดับเมื่อปี 2505-2553 โดยพบว่าระดับความลึกเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2505-2552 อยู่ที่ 2.96 เมตร ปี 2551 อยู่ที่ 4.11 เมตร ปี 2552 อยู่ที่ 2.45 เมตร และปี 2553 อยู่ที่ 3.04 เมตร อย่างไรก็ตามค่าของกราฟระดับน้ำที่แสดงจะมีระดับลดลงในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.ของทุกปีเป็นต้นไป และจะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งช่วงก่อนฤดูฝนของปีถัดไป
นอกจากนี้ยังมีการแจ้งถึงปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงว่าส่วนใหญ่มาจากแม่น้ำสาขาที่ไหลจากประเทศต่างๆ และปริมาณน้ำฝนเป็นหลักซึ่งมีมากกว่าปริมาณน้ำจากหิมะละลายในแม่น้ำโขง ตอนที่ไหลผ่านประเทศจีน ซึ่งเรียกว่าแม่น้ำ "หลานชาง" เสียอีก อย่างไรก็ตามในการสรุปรายงาน ไม่ได้มีการระบุถึงกรณีเขื่อนในประเทศจีนว่าเป็นสาเหตุของระดับน้ำมากนัก ก่อนที่นายจตุพร จะนำคณะเดินทางไปสำรวจเกาะแก่งและหาดทรายในแม่น้ำโขงที่แก่งผาได ต.ม่วงยาย อ.เวียงแก่น ซึ่งเป็นสุดเขตดินแดนไทยก่อนที่แม่น้ำโขงจะไหลเข้าสู่ ส.ป.ป.ลาว ต่อไป
นายจตุพร กล่าวว่า ปัจจุบันแม่น้ำโขงในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.เป็นต้นไปก็จะค่อยๆ ลดระดับลงไปเรื่อยๆ เป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติดั้งเดิม จากนั้นจะลดระดับลงและจะไปเพิ่มสูงขึ้นหรือลึกลงตั้งแต่ราวเดือน เม.ย.ของทุกปีเป็นต้นไป เพราะช่วงนั้นหิมะในประเทศจีน จะเริ่มละลายและเริ่มมีฝนตก จึงทำให้แม่น้ำสาขาไหลลงสู่แม่น้ำโขงมากขึ้น และจากการดูข้อมูลทั้งก่อน และหลังการก่อสร้างเขื่อนในประเทศจีนก็พบว่าตัวเลขต่างๆ ทั้งระดับน้ำและปริมาณน้ำไม่ได้แตกต่างกันมากนัก กระนั้นเบื้องต้นอาจจะมีการนำเสนอในคณะกรรมการแม่น้ำโขง (The Mekong River Commission:MRC) เพื่อขอให้ทางประเทศจีนได้มีการปล่อยน้ำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยในช่วงฤดูแล้งด้วยเช่นกัน ทั้งนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าในปัจจุบัน คื อตะกอนทรายที่อยู่ในแม่น้ำมีมากขึ้นซึ่งอาจจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการหารือกันระหว่างประเทศเพื่อการขุดลอกในอนาคต
ด้านนายประธาน อินทรียงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัทสยามเซ้าส์ไชน่า จำกัด และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาวิกฤตการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดต่ำลง ซึ่งประกอบกิจการขนส่งสินค้าในแม่น้ำโขง กล่าวว่า การขนส่งสินค้าไทย-จีนตอนใต้ ในช่วงนี้ยังไม่พบปัญหามากนักโดยเรือยังสามารถแล่นไปมาได้ตามปกติแต่ระดับน้ำคงจะลดลงไปเรื่อยๆ และเราคงต้องรอดูสถานการณ์กันต่อไป กระนั้นจากข้อมูลที่ทางสำนักงานอุทกวิทยาได้ตรวจวัดก็พบข้อมูลที่น่าสนใจและควรที่รัฐบาลไทยจะนำไปพิจารณาดำเนินการ คือในปัจจุบันน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลมาจากประเทศจีนมีประมาณ 75,000 ล้านลูกบาศก์เมตรคิดเป็น 16% ของปริมาณน้ำทั้งหมด ปัจจุบันเขื่อนในประเทศจีนได้ทำการกักน้ำเหล่านั้นเอาไว้แล้ว 3,086 ลูกบาศก์เมตรคิดเป็นเพียง 4.06% และหากในอนาคตเขื่อนที่กำลังก่อสร้างหรืออยู่ในแผนก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็จะทำให้น้ำถูกกักเพิ่มเติมอีก 17,310 ลูกบาศก์เมตร หรือรวมน้ำที่จะถูกกัดทั้งสิ้นประมาณ 20,396 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือ 22.78% ของปริมาณน้ำทั้งหมด
นายประธาน กล่าวว่า น่าสังเกตุว่าในปัจจุบัน ส.ป.ป.ลาว เองก็มีปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำโขงมากเป็นอันดับ 2 คือประมาณ 166,250 ลูกบาศก์เมตรหรือกว่า 35% ของปริมาณน้ำทั้งหมด แต่ ส.ป.ป.ลาว มีแผนจะกักเก็บน้ำเอาไว้ได้มากถึง 2,006 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือ 2.35% ขณะที่ประเทศไทยกลับไม่มีโครงการกักเก็บใดๆ เลย ตามแม่น้ำสาขาสายต่างๆ ก็ไหลลงสู่แม่น้ำโขงจนหมดขณะที่บางปีเกิดน้ำท่วมเสียอีก
ดังนั้นตนจึงอยากให้ประเทศไทยได้คิดแผนบริหารจัดการมากกว่าความกังวลเรื่องระดับน้ำที่ไหลมาจากเหนือแม่น้ำโขง เพราะจากการดูระดับน้ำที่ อ.เชียงแสน พบว่าตั้งแต่ปี 2504-2552 พบว่าก่อนมีเขื่อนในประเทศจีนฤดูแล้งระดับน้ำลดลงต่ำสุดเฉลี่ย 2.3 เมตร และหลังมีเขื่อนในจีนระดับน้ำอยู่ที่ 2.2 เมตรหรือลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่ปี 2552 ฤดูแล้งค่าระดับน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4 เมตร และปี 2553 ในเดือน มีงค.ระดับน้ำอยู่ที่ 1.6 เมตร
ในปัจจุบันประเทศจีนมีเขื่อนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จแล้วจำนวน 3 เขื่อนคือเขื่อนมานหวานกักเก็บน้ำได้ทั้งหมด 920 ล้านลูกบาศก์เมตร สูง 300 เมตร กำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 1,500 เมกกะวัต เขื่อนดอโชวซาน กักน้ำได้ 933 ล้านลูกบาศก์เมตร สูง 110 เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1,350 เมกะวัต เขื่อนจิ่งหง เก็บน้ำได้ 1,233 ล้านลูกบาศก์เมตร สูง 118 เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1,750 เมกะวัต ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้นายก่วน มู่ เอกอัครราชฑูตรประเทศจีนประจำประเทศไทย ได้เดินทางไปเยือน จ.เชียงราย พร้อมยืนยันว่าเขื่อนทั้งหมดจะกักเก็บน้ำครั้งเดียวในรอบปีจากนั้นจะปล่อยน้ำทั้งหมดลงสู่ประเทศท้ายน้ำโดยไม่เก็บเอาไว้เพิ่มเติมอีก
นอกจากนี้ยังกำลังก่อสร้างเขื่อนอีก 3 แห่งได้แก่เขื่อนเซียวหวาน เพื่อกักเก็บน้ำได้มากถึง 14,560 ล้านลูกบาศก์เมตร สูง 300 เมตร เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า 4,200 เมกะวัต สร้างตั้งแตค่ปี 2010-2014 และมีเขื่อนที่อยู่ในแผนจะก่อสร้างอีก 4 แห่งคือเขื่อนกองกัวเคียว เพื่อกักเก็บน้ำ 510 ลานลูกบาศก์เมตร สูง 130 เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้า 750 เมกะวัต มีกำหนดสร้างปี 2012 เขื่อนนอซาดู กักเก็บน้ำได้ 12,300 ล้านลูกบาศก์เมตร สูง 254 เมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 5,500 เมกะวัต มีกำหนดสร้างปี 2014 และเขื่อนเม้งซงและเขื่อนกัลลันบาคาดว่าจะสร้างก่อนปี 2025 ต่อไป



