
ที่ประชุมรัฐสภาเริ่มถกแก้ไขรธน.แล้ว
รัฐสภาถกแก้รัฐธรรมนูญ ประธานนปก.รุ่น2 ตัวแทนปชช.แจงเหตุผลเสนอร่างนำประเทศกลับคืนประชาธิปไตย ด้านภราดรชี้ 102 ส.ส.เข้าชื่อแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน ขณะที่นายกฯชี้รัฐเสนอแก้ทำตามมติ กก.สภาฯและกก.นักวิชาการ
(23พ.ย.) เวลา 09.30 น. มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 4 ฉบับ ได้แก่ 1 . ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พุทธศักราช...ของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 71,543 คน เป็นผู้เสนอ 2 . ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พุทธศักราช...ของส.ส. 102 คน เป็นผู้เสนอ 3 . ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พุทธศักราช...(มาตรา 93-98 )ที่คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอและ 4 . ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พุทธศักราช...(มาตรา 190 )ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก อย่างไรก็ดี จนถึงเวลาประชุม มีส.ส.ส.ว.มาลงชื่อเข้าประชุมเพียง 250 คน ไม่ครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่งที่ 310 คนจาก 620 คนเนื่องจากการจราจรหน้ารัฐสภาติดขัดหลังจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินมามาชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้นายชัย เปิดให้สมาชิกหารือ
โดย น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ส.ว.เพชรบุรี กล่าวว่า เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ สมาชิกรัฐสภาควรเห็นร่วมกันในกรอบใหม่คือ ควรให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไม่ได้มาจากส.ส. และครม.อาจมีประมาณ 31-36 คน จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ส่วนส.ส.ก็ให้ทำหน้าที่นิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว ห้ามไปเป็นรัฐมนตรี เพื่อแยกฝ่ายบริหารออกากฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิดการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะรัฐมนตรีและ ส.ส.เสียงข้างมากในสภาเป็นพวกเดียวกัน
ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย ส.ว.สรรหา กล่าวว่า กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หน้ารัฐสภา เพราะนายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะต้องฟังความเห็นของประชาชนและจะให้ทำประชามติ แต่วันนี้กลับมีท่าทีเปลี่ยนไป ตนเห็นว่า การอ้างว่า ช่วงเวลาการทำประชามติเลยไปแล้ว ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกติการ่วมกันของสังคม ฉะนั้นต้องฟังความเห็นประชาชนกลุ่มต่างๆทุกกลุ่มอย่างกว้างขวางรวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย จึงคิดว่า ขั้นสุดท้ายควรมีการทำประชามติ
ต่อมาเมื่อเวลา 10.00 น. นายชัยได้สั่งเปิดประชุม โดยก่อนเข้าสู่การพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี 2550 นายชัย ได้แจ้งว่า การประชุมร่วมรัฐสภาจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วิทยุรัฐสภา สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 และเนชั่นทีวีของเอ็นบีซี แต่อย่างไรก็ตามสำหรับสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ต้องไปถ่ายทอดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์และตัดเข้าข่าวหลักเป็นบางช่วง
จากนั้น น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ ส.ส.ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอถอนญัตติเลื่อนกรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดียขึ้นมาพิจารณาก่อนวาระเรื่องด่วนที่ 1 ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับ คปพร.ออก ขณะที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติให้ นำร่างของ ครม.ในวาระเรื่องด่วนที่ 10 และ 11 ขึ้นมาเป็นวาระ 3 และ 4 ต่อท้ายร่างฉบับ ส.ส.102 คนที่อยู่ในวาระเรื่องด่วนที่ 2 แต่นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย เสนอให้พิจารณาไปตามระเบียบวาระ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นบรรยาการการประชุมตึงเครียดขึ้น โดยนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ทักท้วงว่า หากเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน ปกติสภาก็จะพิจารณาไปพร้อมกันอยู่แล้ว ซึ่ง นายชัย เห็นด้วยและระบุว่า หากนายไพจิต ถอนก็จะทำให้สภาเดินหน้าไปได้ แต่นายไพจิต ยืนยันไม่ถอน ทำให้นายชัย สั่งลงมติพร้อมกล่าวว่า “ จะลงมติก็ได้ ถ้านายไพจิต อยากให้สภาเดินไปช้า ” ทำให้นายไพจิต ประท้วงนายชัย จึงกล่าวว่า “ ขอโทษ อายุมากจริงแต่หัวใจมันเร็วเกินไป ” ทั้งนี้ผลการลงมติปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติให้เลื่อนร่างของ ครม. ขึ้นมาในลำดับ 3 และ 4 ด้วยคะแนน 288 ต่อ 130 งด 13 ไม่ลงคะแนน 15 เสียง จากนั้นนายชัย จึงสั่งให้ที่ประชุมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 4 ร่าง ไปพร้อมกันและแยกลงมติ และให้ผู้เสนอร่างฯชี้แจง
จากนั้นนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะวิปรัฐบาล กล่าวว่า จากการตกลงร่วมกันระหว่างวิป 3 ฝ่าย เห็นตรงกันว่าให้รวมกันพิจารณาทั้ง 4 ฉบับ และให้แยกลงมติเป็นรายฉบับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นประธานในที่ประชุมได้ให้ผู้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมแต่ละฉบับ แถลงหลักการและเหตุผล โดยนายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ อดีตประธาน นปก.รุ่น 2 ได้อภิปรายหลักการและเหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พุทธศักราช...ของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 71,543 คนว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่ร่าง นพ.เหวง แต่เป็นร่างของประชาชน เพราะประชาชนที่เสนอร่างดังกล่าวเข้ามาล้วนมาจากประชาชนทุกภาค และองค์กรภาคประชาชนทั้งหมด 23 องค์กรหรือเรียกว่า คปพร. ซึ่งได้กระทำการตามรัฐธรรมนูญกำหนดเพื่อขอเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่เป็นประชาธิปไตยล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เนื่องมาจากการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 2549 จนทำให้ระบอบประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน และรัฐธรรมนูญปี 50 ต้องการสนองความต้องการความรู้สึกของผู้ยึดอำนาจ โดยอ้างว่ามีการทุจริตคอร์รัปชั่น มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ แล้วก็ใช้พรรคพวกตัวเองมาเป็น สสร. โดยไม่ฟังเสียงประชาชน วันนี้การเมืองไทยถอยหลังลงไป 30-40 ปี เนื่องมาจากมีการใช้รัฐธรรมนูญปี 50 และผู้มีอำนาจก็คือคนมีอำนาจอาวุธในมือ
จากนั้นนายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวหลักการและเหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พุทธศักราช...ของส.ส. 102 คน ว่า ในการเสนอแก้ไขมาตรา 93-98 เกี่ยวกับวิธีการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น ในวงการวิชาการถกเถียงกันมานาน ซึ่งการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ การหาเสียงคนรวยคนมีเงินที่ไม่อยู่ใกล้ชิดประชาชนได้เปรียบ และเปิดโอกาสหาเสียงได้ง่าย และที่สุดหลีกเลี่ยงการใช้เงินในการหาเสียงไม่ได้ ที่พวกตนเสนอร่างนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากความขัดแย้งในสังคมที่ผ่านมาเนื่องจากมีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง และเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความปรองดองได้ และเมื่อนายกฯไม่ได้เดินหน้าแก้ไข พวกตนจึงได้รวบรวมรายชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเอง ส่วนที่เสนอแก้ไขแค่ 2 ประเด็น คือ มาตรา 190 กับมาตรา 93-98 เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นที่ไม่ได้ขยายปมขัดแย้ง พวกตนไม่เคยเห็นประโยชน์ส่วนตนมาก่อนผลประโยชน์ส่วนรวม หากจะแก้ไขเพื่อส่วนตน แก้ไขเพื่อพวกพ้อง ทำไมไม่หยิบยกมาตรา 237 เรื่องยุบพรรคขึ้นมา เพื่อช่วยเหลือคนที่ติดคุกการเมืองอยู่ หรือมาตรา 265 และมาตรา 266 ที่สามารถมีโอกาสดำรงทางการเมืองได้ไม่ดีกว่าหรือ แต่การเสนอครั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาและทำให้ประเทศได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตามพวกตนไม่หวังว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพวกตนจะผ่านการพิจารณาของที่ประชุมแต่ก็ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าการเสนอแก้ไขครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง
ต่อมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ได้กล่าวหลักการและเหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พุทธศักราช...(มาตรา 93-98 )และร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่..)พุทธศักราช...(มาตรา 190 )ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอว่า เนื่องจากรัฐสภาได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งและเห็นควรแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น ซึ่งหลังจากที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้สรุปรัฐบาลเห็นว่ายังมีการท้วงติงว่าแก้ไขเพื่อประโยชน์ตัวเอง ซึ่งก็มีการพูดคุยกัน 3 ฝ่ายคือวิปรัฐบาล วุฒิสภา และฝ่ายค้านเป็นระยะๆในเรื่องนี้ ซึ่งปลายปีที่ 2552 ได้มีการพบกันตนและตนเสนอว่าควรทำประชามติใน 6 ประเด็น แต่ด้วยการทำประชามติไม่สามารถผูกพันกับฝ่ายนิติบัญญัติกับการทำประชามติได้ ซึ่งวิปฝ่ายค้านก็ไม่เห็นด้วย จึงไม่ได้ดำเนินการอะไร จนกระทั่งเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อ พ.ค.ที่ผ่านมาและเห็นว่ารัฐธรรมนูญนำไปสู่ความขัดแย้ง จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการฯที่มีนายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ ขึ้นมาเป็นประธาน ซึ่งก็มีการศึกษาและเห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นอื่นๆยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ จึงได้เสนอแก้ไขเพียงแค่ 2 ประเด็น โดยเสนอข้อแก้ไขเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง ส.ส.ไปเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว และเปลี่ยนสัดส่วน ส.ส.เป็น ส.ส.สัดส่วน 125 คน และ ส.ส.เลือกตั้ง 385 คน ส่วนมาตรา 190 นั้นแก้ไขเพื่อที่ให้มีความชัดเจนว่าสนธิสัญญาใดบ้างที่ต้องให้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมสืบเนื่องมาจากการทำงานของรัฐสภาส่วนหนึ่งและให้นักวิชาการมาปรับแต่งเพิ่มเติมอีก จึงได้มีการนำเสนอแก้ไขใน 2 ประเด็นต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาให้พิจารณาร่วมกัน
จากนั้นประธานในที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ ส.ส.แต่ละพรรคได้อภิปราย โดยพรรคเพื่อไทยได้เวลาอภิปรายทั้งหมด 8 ชั่วโมง 21 นาที พรรคร่วมรัฐบาลได้เวลาอภิปราย 21 ชั่วโมง วุฒิสภาได้เวลาอภิปราย 12 ชั่วโมง



