
ต้นแบบ..เนเธอร์แลนด์"เขื่อนในฝัน"..คน กทม.
การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่นิยมมากที่สุดและใช้งบประมาณสูงมากคือการสร้าง "คันกันน้ำ" (Dyke ) และ "เขื่อน" (Dam) เช่น "โครงการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา" หรือที่ชาวบ้านเรียกขานว่า เขื่อน กทม."
เขื่อนดังกล่าวมีความยาวกว่า 77 กม. งบประมาณก่อสร้างมากกว่า 1.7 พันล้านบาท แต่ปรากฏว่าหลังจากที่เกิดฝนตกอย่างหนัก มีน้ำไหลหลากจากภาคเหนือ เขื่อนดังกล่าวไม่สามารถกันกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากได้ จนหลายฝ่ายเกิดข้อสงสัยว่า วิธีการป้องกันน้ำลักษณะนี้อาจล้าสมัย จึงมีการศึกษาเทคโนโลยีในอนาคตเพื่อช่วยแก้ปัญหาอย่างถาวร
ล่าสุดวันที่ 17 พฤศจิกายน คณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเนเธอร์แลนด์มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทยโดย นายวิทเซอร์ บูมส์มา ตัวแทนจากบริษัทอะควาโฟลว์ (Aquaflow) ที่ทำการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมแบบรักษาสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การป้องกันน้ำท่วมต้องใช้งบประมาณมหาศาลต่อปีอย่างเนเธอร์แลนด์มีพื้นที่ติดชายทะเลและชายฝั่ง มีแม่น้ำหลายสาย แต่ละปีใช้เงินมากกว่า 1,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท คิดเป็นเงิน 0.2% ของจีดีพี อีกไม่กี่ปีข้างหน้าต้องเพิ่มเป็น 8 หมื่นล้านบาท หรือ 0.4% ของจีดีพี
"ปัญหาเนเธอร์แลนด์คล้ายไทยคือน้ำท่วม น้ำทะเลหนุน น้ำเกลือเข้าทำลายพื้นที่เกษตร การกัดเซาะชายฝั่ง แถมเป็นเมืองอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 6 เมตร ขณะที่กรุงเทพฯ ประมาณ 1.5 เมตร ทำให้การสร้างเขื่อนหรือคันกันน้ำในอนาคตมีแนวโน้มเปลี่ยน การก่อสร้างเป็น "คันกั้นน้ำไฮเทค" ที่ใช้เทคโนโลยีรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การใช้กังหันพลังลม การสร้างคันกันน้ำที่มีโซลาร์เซลล์" นายวิทเซอร์กล่าว
นายวิทเซอร์อธิบายว่า คันกั้นน้ำไฮเทคเป็นการก่อสร้างโดยใช้โซลาเซลล์หรือแผงพลังงานแสงอาทิตย์มาติดตั้งพื้นที่ด้านหน้า ปรับมุมองศารับแสงอาทิตย์ได้พอดี แผงโซลาเซลล์จะเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้า ซึ่งชุมชนหรือชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นจะได้ใช้พลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาพลังงานขาดแคลนในอนาคต ที่สำคัญคือพื้นที่ด้านบนมีความกว้างถึง 400 เมตร ทำให้สามารถตั้งบ้านเรือนได้ ส่วนข้างในเขื่อนอาจทำเป็นนอุโมงค์มีสถานีรถไฟฟ้าหรือระบบขนส่งมวลชนได้ และต้องไม่สูงมากเนื่องจากไม่ปลอดภัย เกิดการแตกร้าวและเสื่อมสภาพได้ง่าย ที่สำคัญคือมีระบบเตือนภัยที่สมบูรณ์แบบ ก่อนน้ำท่วมหรือน้ำล้นต้องแจ้งให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นทราบทันที
ขณะที่ ดร.จอร์จ (Dr.George G. van der Meulen) ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองและการจัดการน้ำ และเคยทำงานวิจัยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอความเห็นว่า ในประเทศเนเธอร์แลนด์จะให้องค์กรปกครองท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาน้ำท่วม หลายประเทศมีกฎบังคับให้ก่อสร้างบ้านเรือนและถนน โดยคำนึงถึงระบบป้องกันน้ำท่วมด้วย เช่น ปลูกต้นไม้ในสวนหน้าบ้านเพื่อช่วยซับน้ำ หรือก่อสร้างบ้านที่ปลอดภัย
นอกจากนี้ยังมีการเก็บ "ภาษีน้ำท่วม" (Flood Tax) หมายความว่า หากชาวบ้านคนใดหรือชุมชนใดต้องการอาศัยอยู่ในบริเวณที่รัฐบาลประกาศให้เป็นพื้นที่เฝ้าระวังอุทกภัยหรือพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ชาวบ้านคนนั้นต้องเสียภาษีมากกว่าคนปกติทั่วไป ประมาณรายละ 40-400 ยูโร หรือ 1,600-16,000 บาทต่อปี เพื่อนำมาเป็นงบดูแลน้ำท่วม หากเกิดอุทกภัยรัฐบาลก็จะไม่ดูแล นอกจากกรณีฉุกเฉินร้ายแรงเท่านั้น เพราะมีการประกาศเตือนพื้นที่บริเวณนั้นไม่สมควรอยู่อาศัย
ขณะที่ตัวแทนจากหน่วยงานราชการต่างๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า ระบบฝรั่งใช้งบมากไป รัฐบาลไทยไม่มีเงินขนาดนั้น, ผู้ประสบภัยกลุ่มเดิมๆ ไม่เคยสนใจช่วยรัฐแก้ปัญหาคอยแต่จะรับเงินช่วยเหลือ หรือชุมชนเห็นแก่ตัวไม่ยอมย้ายออก เป็นอุปสรรคในการสร้างเขื่อน แม้แต่กลุ่มเอ็นจีโอหรือองค์กรพัฒนาเอกชนยังโดนยกตัวอย่างว่าเป็นตัวต่อต้านคอยสร้างปัญหาไม่รู้จบ ด้านตัวแทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า ทุกหน่วยงานของรัฐมีการเสนอแผนแก้ปัญหาน้ำท่วมมากมายหลากหลายวิธี แต่ไม่ค่อยนำไปสู่การปฏิบัติจริง เวลาเกิดน้ำท่วมก็มาเบิกงบไปช่วยชาวบ้านหัวละ 5,000 บาท รวมเป็นเงินหลายหมื่นล้าน แต่พอของบสร้างคันกันน้ำหรือสร้างระบบป้องกันล่วงหน้า ก็อ้างว่าไม่มีงบประมาณเหลือ การก่อสร้างไม่เคยคำนึงถึงพื้นที่น้ำท่วม เช่น โคราชมีพื้นที่รับน้ำหลายแห่งถูกนำไปสร้างเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่ แม้แต่หนองงูเห่าที่เคยรองรับน้ำจากเมืองหลวงก็ถูกสร้างเป็นสนามบินไปแล้ว สำหรับเทคโนโลยีป้องกันน้ำท่วมของฝรั่งนั้น ผู้บริหารระดับสูงที่ไปดูงานกันมาหลายประเทศ แต่ทำตามไม่ได้เพราะไม่มีงบประมาณ !?!



