
ถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง
สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์นั้น เรียกได้ว่า "ร้าวลึก" ไปไกล จนไม่รู้ว่า "ธรรมเนียมพรรค" ที่มีมานั้น จะเอาอยู่หรือเปล่า
การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ครั้งล่าสุดเพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีร่างแก้ไขทั้งของรัฐบาล ของ 102 ส.ส. และของ คปพร. หรือจากของ หมอเหวง โตจิราการ เข้าพิจารณา
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวล็อบบี้กันหนัก เพื่อให้เสียงในพรรคคล้อยไปในแนวทางที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค รวมทั้ง สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค
การประชุมครั้งนี้เริ่มขึ้นด้วยอาการหวาดผวาว่า สุดท้ายจะจบลงด้วยการโหวตสวน ความต้องการของหัวหน้าพรรคหรือไม่
แต่ก็ผิดคาด การประชุมไม่ได้แรงอย่างที่คาดคิด เพราะก่อนที่จะเริ่มพิจารณาวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ประธานคณะกฎหมายของพรรค ลุกขึ้นอภิปรายถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเสียก่อน และนั่นก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จนสุดท้ายแล้ว เมื่อถึงวันพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร
เนื้อหาที่ นิพนธ์ อภิปรายนั้น เป็นเรื่องร่าง พ.ร.บ.คำสั่งเรียก ที่เพิ่งผ่านสภาไปเมื่อสัปดาห์ก่อน
แต่เป็นการพิจารณาผ่านไปโดยมติวิปรัฐบาล ที่ค้านกับมติพรรคประชาธิปัตย์
"เมื่อมติพรรคใช้ไม่ได้ผลอย่างนี้ ต่อไปก็ไม่ต้องเอามติพรรคมาบังคับใช้กับสมาชิกพรรค" นิพนธ์ สรุปมาอย่างนี้
ไม่ต้องบอกว่า ตรงกับใจใครต่อใครหลายคนในที่ประชุม
พูดจบ นิพนธ์ก็เดินออก โดยไม่สนใจว่าที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องใดอีก
จากนั้น บัญญัติ บรรทัดฐาน เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สัมพันธ์ ทองสมัคร สุทัศน์ เงินหมื่น พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล นิพนธ์ บุญญามณี วิลาศ จันทร์พิทักษ์
ล้วนแต่เป็นระดับผู้เฒ่า อายุรวมกันแล้วนับพันปี
นี่ยังไม่มี ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ที่ไม่ได้มาประชุม
เมื่อผู้อาวุโสของพรรคออกไปแล้ว ที่ประชุมก็นั่งเงียบไปครู่ใหญ่ แต่สุดท้ายก็มีผู้เสนอให้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็แน่นอนว่า มีคนแย้งว่า จะพิจารณาได้หรือไม่ ในเมื่อเสียงในที่ประชุมอาจไม่พอ แต่ก็มีคนแย้งประเด็นนี้ว่า ให้เห็นแก่หน้าหัวหน้าพรรค ที่ไปรับปากกับพรรคร่วมรัฐบาล
ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ ปรีชญา ขำเจริญ ส.ส.สาวจากเมืองโอ่ง ราชบุรี ลุกขึ้นกล่าวว่า ไม่ขอปฏิบัติตามมติพรรค และไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
แม้ความแตกต่างจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง แต่ที่ประชุมก็ยังอุตส่าห์ผ่านการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง 2 ร่าง คือ ของ 102 ส.ส. กับของหมอเหวง ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ต่างจากพรรคร่วมรัฐบาลอื่นที่มีมติว่า ไม่รับทั้งสองร่างดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณียังเชื่อว่า การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 มาตราหลัก (ถึงแม้จะเสนอแก้ 3-4 มาตรา) คือ เขตเลือกตั้ง และมาตรา 190 น่าจะผ่านการพิจารณาของที่ประชุม
เพราะหากนับเสียงที่หายไปก็ยังสามารถไปคาดหวังจาก ส.ส.ฝ่ายตรงกันข้าม และ ส.ว. ที่เวลานี้ ฝ่ายรัฐบาลมั่นอกมั่นใจแล้วว่ามีเสียงมากกว่า 70% ก็น่าจะลากผ่านไปได้เกิน 315 เสียง
สำหรับพรรคเพื่อไทยที่ประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยนั้น แต่เอาเข้าจริง เมื่อ ชัย ชิดชอบ บรรจุร่างของหมอเหวงเข้าไว้ในวาระพิจารณาแล้ว ก็คงจะมีคำถามจากประชาชนคนเสื้อแดง และคนที่สนับสนุนว่า เมื่อเขาบรรจุไว้ในวาระแล้วเหตุใดจึงไม่เข้าร่วมประชุม
นี่ย่อมต้องเป็นหมากชั้นแรกของประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยที่จะลากให้เพื่อไทยไปร่วมประชุมเพื่อให้องค์ประชุมครบ
จากนั้นค่อยไปหักทีหลังในช่วงที่ยกมือโหวต !
อีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทุลักทุเลก็คือ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ประกาศชุมนุม ถึงแม้ด้านการข่าวจะเชื่อว่าไม่มีเหตุรุนแรง และน่าจะเป็นเพียงการซ้อมใหญ่ ก่อนที่จะถึงวันที่ 11 ธันวาคม แต่ "มือที่สาม" ก็ไม่อาจวางใจได้
"เหตุ" ที่ไม่อาจวางใจกลับเป็นผลจากการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์นั่นมากกว่า เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร การชุมนุม ที่มีโอกาสเกิดความรุนแรงเกิดขึ้นได้ทุกสภาวะ
ถ้ายุบ ก็ต้องมีคนออกมาค้านการพิจารณา โดยเฉพาะรายละเอียด
แต่ถ้าไม่ยุบ การชุมนุมใหญ่ก็อาจจะเกิดขึ้น และจุดนั้นแหละที่ไม่รู้ว่าจะบานปลายออกไปมากน้อยแค่ไหน
เพราะยังมีเหตุที่ว่า หากยุบแล้วจะเกิดภาวะสุญญากาศในฝ่ายบริหารที่การเปลี่ยนแปลงจนถึง "อำนาจเปลี่ยนมือ" มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยที่พรรคเพื่อไทยก็ยืนรอพร้อมเสียบ
ตรงนี้แหละที่จะเป็นช่วงจังหวะที่ดีของ "มือที่สาม" และการก้าวเข้ามาของอำนาจนอกรัฐธรรมนูญอย่างที่ อภิสิทธิ์ตีปลาหน้าไซไปในก่อนหน้านี้
แต่ที่แน่ๆ วันที่ 23 พฤศจิกายน วันแรกของการอภิปราย ก็จะได้เห็นกันละว่า พรรคที่ได้ชื่อว่าโดดเด่นในเรื่องการอภิปราย เมื่อประเด็นสวนทางกับแนวทางของหัวหน้าพรรคนั้น จะอภิปรายกันอย่างไร
เห็นแนวทางตรงนี้ก็น่าจะพอคาดเดากันได้ว่า อนาคตอันใกล้นี้ บ้านเมืองจะโกลาหลแค่ไหน
ศรุติ ศรุตา



