
รุมจวกนักการเมืองต้นตอวิกฤตจริยธรรมชาติ
นักวิชาการ-นักธุรกิจ รุมประนาม นักการเมือง" ต้นตอ วิกฤตจริยธรรมชาติ ชี้ เป็นสาเหตุใหญ่ทำคุณธรรมในบ้านเมืองถึงจุดเสื่อม จวกสื่อ มอมเมาเยาวชน ปลูกฝังความคิดไขว่คว้า อำนาจ-เงิน ตั้งแต่เด็ก ระบุ คำพังเพย เป็นปัจจัยทำให้คน เห็นแก่ตัว
(22พ.ย.) ที่โรงแรมคอนราด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้จัดงาน “สัปดาห์ส่งเสริมจริยธรรมแห่งชาติ ประจำปี 2553 ” โดยมีการเสวนาวิชาการ หัวข้อ “ฟื้นจริยธรรม ทางออกของสังคมไทย” โดยรศ.จุรี วิจิตรวาทการ อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้ระดับจริยธรรมในสังคมตกต่ำลง ซึ่งทำให้มีคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการถูกหล่อหลอมจากประเพณีความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน โดยผ่านคำพังเพยต่างๆ เช่น ให้เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ อย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง หรือรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี คำกล่าวเหล่านี้ล้วนสอนให้คนไม่สนใจสังคม ไม่ยุ่งกับคนอื่นเห็นความเดือดร้อนของผู้อื่นเป็นธุระไม่ใช่ นอกจากนี้ การห่างไกลจากสถาบันศาสนาและสถาบันครอบครัวก็ทำให้เยาวชนห่างไกลจากการถูกบ่มเพาะจริยธรรมที่ดี เด็กเติบโตขึ้นมาก็ถูกผู้ใหญ่พาไปฝากฝังให้เข้าโรงเรียนดีๆเป็นการตอกย้ำว่าไม่มีความสามารถจะพึ่งพาตัวเองได้ส่งเสริมให้ระบบอุปถัมภ์มีพลังมากขึ้น
รศ.ดร.จุรี กล่าวว่า นอกจากนี้สื่อมวลชนเอง มีส่วนทำให้จริยธรรมของคนในสังคมตกต่ำลง เช่นนิตยสารบางฉบับลงแต่เรื่องของคนรวยทั้งฉบับ ทำให้คนอ่านเชิดชูความรวย มองความมั่งคั่งในทรัพย์สินเงินทองและอำนาจเป็นเรื่องวิเศษ เด็กที่รับสื่อเหล่านี้ก็จะมีชีวิตที่ปรารถนาเงินและอำนาจมากกว่าจะคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม เมื่อเด็กในยุคนี้ไม่สนใจความเป็นไปของสังคมก็จะจับกลุ่มพูดคุยแต่กับเพื่อนตัวเองในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อมีคนที่ไม่ใส่ใจความทุกข์ร้อนของสังคมมากเข้าสังคมนี้ก็กลายเป็นสังคมที่ป่วย
“สังคมกทม.วันนี้มันเหมือนเครื่องบินที่บินไปโดยไม่มีเรดาห์ หรือเรือที่ไม่มีหางเสือ ผู้โดยสารที่อยู่ในสังคมก็เดินทางไปเรื่อยๆไม่รู้ว่าจุดหมายอยู่ตรงไหน คนดีในสังคมไทยกลายเป็นคนแปลกประหลาด ไม่มีพื้นที่จะยืนเพราะไม่รวย ไม่ดัง ไม่มีตำแหน่งสูงเท่าคนไม่ดีที่มีข่าวปรากฏในหนังสือพิมพ์ มันกลับตาลปัตรกันหมด จริยธรรมคุณธรรมเป็นเรื่องเชย ถูกเบียดไปอยู่ชายขอบ” รศ.จุรี กล่าว
ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน นักวิชาการรัฐศาสตร์ และราชบัณฑิต กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้จริยธรรมในสังคมตกต่ำมาจากระเบียบการเมืองระดับโครงสร้างนั้นมีปัญหา นักปรัชญาโบราณเคยกล่าวไว้ว่าในสังคมที่สงบสุขนั้นต้องมีเสรีภาพ ซึ่งจะมาก่อนความเสมอภาคและเมื่อมีความเสมอภาคก็จะมีภราดรภาพหรือความเป็นหนึ่งเดียว สังคมจะมีความเป็นปึกแผ่น แต่หากสังคมไม่มีเสรีภาพ ก็จะไม่มีความเสมอภาค และสุดท้ายจะไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว ที่ใดที่ไม่มีภราดรภาพอย่าหวังจะมีอะไรที่ทำตามกฎเกณฑ์ คนชั่วจะเต็มบ้านเต็มเมือง คนทำชั่วจะได้ดี แต่คนทำดีไม่ได้ดี ขณะที่ความดีของคนกลุ่มหนึ่งเป็นความเลวของกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งเป็นที่มาของความแตกแยกในสังคม หาความสามัคคีไม่ได้ ที่มีการพูดกันมากคือนิติรัฐหรือ Rule of Law นั้นไม่ใช่แค่ทุกคนต้องเคารพกฎหมายเท่านั้น แต่กฎหมายนั้นต้องถูกสร้างด้วยความชอบธรรมด้วย เมื่อไหร่ที่กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวสังคมจะอยู่ด้วยลำบาก
ศ.ดร.ลิขิต กล่าวว่า ปัญหาด้านจริยธรรมเกิดขึ้นเพราะระเบียบการเมืองเกิดความสับสน แม้แต่ระบบประชาธิปไตยในวันข้างหน้าของไทยยังไม่รู้ว่าจะเป็นแบบไหน ความเสมอภาคที่พูดกัน แต่ในทางปฏิบัติสวนทางกันเช่น นักการเมืองต้องถูกยกย่องให้เป็น “ท่าน” อยู่เหนือปุถุชนทั่วไป หาหลักการที่จะยึดไม่ได้ ไม่รู้ว่ามาตรฐานความผิดความถูกอยู่ตรงไหน
“วันนี้โครงสร้างการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสังคมเกิดวิกฤตจริยธรรม มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมมหาศาล ในสายตาประชาชนนักการเมืองมีความน่าเชื่อถือตกต่ำที่สุด การประชุมรัฐสภาที่จะเกิดขึ้นจะไม่มีใครฟัง ไม่มีใครไปทำแต่นักการเมืองทำตัวกันเอง คนจะฟังกลุ่มเสื้อเหลืองเสื้อแดงมากกว่า ขณะเดียวกันองค์กรทางการเมืองอื่นๆที่เกี่ยวข้องก็เสื่อมลงทั้งหลักการและจริยธรรม ถ้าแก้ในจุดที่เป็นโครงสร้างการเมืองไม่ได้ก็ไม่อาจสร้างจริยธรรมในสังคมได้” ศ.ดร.ลิขิต กล่าว
นายณรงค์ โชควัฒนา นักธุรกิจอิสระ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ระดับจริยธรรมสังคมตกต่ำมาจากนักการเมืองซึ่งมีอำนาจในการคุมงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการนับสิบล้านคน ออกกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายขาดจริยธรรม เป็นวิกฤตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นักการเมืองมีอำนาจมาก ต้องเป็นคนที่เข้ามาแก้ปัญหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือนอกจากไม่แก้แล้วยังสร้างปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งคนของตัวเองได้เป็นใหญ่ข้ามหัวคนดีๆทำให้ข้าราชการดีๆหมดกำลังใจ ไม่คิดทำงานเพื่อประเทศชาติ มุ่งแต่รับใช้คนที่มีอำนาจ ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตยต้องลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของประเทศ อย่าเป็นเจ้าของแค่ไม่กี่วินาทีตอนหย่อนบัตรเลือกตั้ง แม้แต่ประเทศอินเดียซึ่งมีคนจนมากกว่า ชาวอินเดียไปรับเงินแต่ไม่เลือกเพราะเขาสามารถแยกแยะออกได้ระหว่างบุญคุณส่วนตัวกับเรื่องประเทศ แต่คนไทยยังมองว่าเป็นเรื่องบุญคุณเมื่อนักการเมืองให้เงินมาต้องไปกากบาทให้เขาเป็นการตอบแทน แต่ไม่รู้ว่ากำลังเป็นยกบ้านเมืองให้นักการเมืองไปโกงกิน



