
หนุ่มคิดสั้นบุกจี้ร้านทองถูกรวบทันควัน
หนุ่มคิดสั้นใช้ปืนปลอมบุกเข้าจี้"ห้างทองทองประเสริฐ"ย่านหัวหมาก ถูกตำรวจรวบทันควัน
(22พ.ย.) เวลา 10.30 น. ร.ต.อ.ภาสกร มณีชรัตน์ พนักงานสอบสงวน (สบ.1) สน.หัวหมาก รับแจ้งคนร้ายบุกเดี่ยวใช้อาวุธปืนปลอมบุกเข้าจี้ชิงทรัพย์ ร้านทองชื่อ"ห้างทองทองประเสริฐ" ตั้งอยู่เลขที่ 195 ซ.รามคำแหง 29 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและประชาชนร่วมจับคนร้ายได้ จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ทราบ และรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมพล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี ผบก.น. 4 พ.ต.อ.วัฒนา ยี่จีน ผกก.สน.หัวหมาก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนเดินทางไปที่เกิดเหตุ
ที่เกิดเหตุพบแม่บ้านและเจ้าของร้านทองยืนรอด้วยอาการตื่นตกใจ โดยมีเจ้าหน้าที่สายตรวจคุมตัวนายมนัส ภูวิเศษ อายุ 33 ปี 158 ม.5 ต.โนนสอาด อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น พร้อมของกลางอาวุธปืนปลอม 1 กระบอก สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท พร้อมพระเหลี่ยมทอง เป็นพระแก้วเครือวัลบย์ ที่คนร้ายกระชากจากคอนางสุชญา จิรอานันท์ อายุ 41 ปี ลูกสะไภ้เจ้าของร้านทองจึงคุมตัวมาสอบสวนที่สน.หัวหมาก และทราบว่าคนร้ายได้แจ้งชื่อและนามสกุลของคนอื่น โดยชื่อจริงที่ได้รับสารภาพกับฝ่ายสืบสวนทราบว่าชื่อนายเมืองมนต์ คงการเรียน เป็นชาว จ.อุดรธานี
จากการสอบสวนนายเมืองมนต์ เบื้องต้นให้การรับสารภาพว่าก่อนหน้านี้เคยเป็นพนักงานส่งของย่านสุขุมวิท 95 ก่อนจะตกงานและตอนนี้ไม่มีเงินใช้ จึงเกิดภาวะเครียด โดยก่อนหน้านั้นเคยนั่งรถโดยสารประจำทางผ่านหน้าร้านทองแห่งนี้เป็นประจำเพื่อกลับบ้านซอยนวมินทร์ 88 และเห็นว่าที่ร้านทองมีผู้หญิงเฝ้านร้านอยู่และพอตกงานไม่มีเงินที่ จึงตัดสินใจไปหาซื้อปืนปลอมลักษณะคล้ายปืนไฟแช็ค ที่คลองถมมาเตรียมไว้ และในวันนี้จึงตัดสินใจนั่งรถโดยสารประจำทางนำปืนมาก่อเหตุ จนกระทั่งถูกจับกุมได้ดังกล่าว
ขณะที่นางดวงกมล คุณอุย อายุ 53 ปี แม่บ้านร้านทองดัง กล่าวว่า เป็นแม่บ้านและเป็นญาติเจ้าของร้านทองแห่งนี้ ขณะเกิดเหตุมีตนและนางสุวารี ห่ำกระโทก อายุ 50 ปี นน้องสาว รวมทั้งนางสุชญา นั่งเฝ้าร้านกันอยู่ แล้วจู่ๆคนร้ายได้บุกเข้ามาพร้อมอาวุธปืน โดยขณะนั้นไม่ทราบว่าเป็นอาวุธปืนจริงหรือปืนปลอม รู้สึกตกใจและกลัวมาก คนร้ายขู่ให้พวกตนอยู่เฉยๆก่อนจะเข้าไปยื้อยุดกับนางสุชญา เพื่อจะเอาสร้อยคอทองคำที่แขวนอยู่ในตู้ ระหว่างนั้นรีบบวิ่งออกมานอกร้านพร้อมตะโกนให้คนช่วย ก่อนจะคิดได้ว่ามีร้านทองอีกร้านอยู่ใกล้ๆจึงรีบไปขอความช่วยเหลือให้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นได้วิ่งย้อนกลับมาที่ร้านอีกครั้งก็พบว่าพบว่าคนร้ายยังยื้อยุดกับนางสุชญา จนกระทั่งคนร้ายได้กระชากสร้อยคอที่นางสุชญาแขวนอยู่และวิ่งออกมาจากร้านทำให้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่สายตรวจช่วยกันวิ่งไล่ตามและสามารถจับกุมคนร้ายไว้ได้ที่บริเวณหน้าปากซอย รามคำแหง 33 ห่างจากจุดที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร และควบคุมตัวมาไว้ที่ร้านทองที่เกิดเหตุเพื่อรอเจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวนมารับตัวไปดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
ด้านนางสุชญา กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุที่คนร้ายเข้ามาใช้ปืนขู่ก็รู้สึกกลัวแต่พยายามตั้งสติซึ่งคนร้ายก็ใช้อาวุธปืนชูขึ้นมาขู่ บอกว่าอย่าขัดขืนและพยายามผลักตนให้เข้าไปที่ตู้ใส่ทอง แต่ตนไม่ยอมจึงเกิดการผลักดันกันอยู่สักพัก โดยคนร้ายก็พยายามที่ดันไปที่ตู้ใส่ทอง แต่ตนก็พยายามขวางอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้คนร้ายนเอาทรัพย์สินไปได้ ทำให้คนร้ายเร่งรีบก่อนจะกระชากส้ร้อยที่คอของตนไปจนถูกชาวบ้านและตำรวจตามจับกุมไว้ได้ดังกล่าว
"ฉันรู้สึกตกใจมาก เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนและไม่คิดว่าจะมาเกิดขึ้นกับฉัน เพราะแต่ละวันก็จะมีตำรวจมาตรวจตู้แดงเป็นระยะอยู่แล้ว และถือว่าฉันยังโชคดีที่อาวุธที่คนร้ายเอามาเป็นของปอม ถ้าเป็นของจริงฉันคงได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตไปแล้วเพราะเข้าไปขวางโจร ไม่ให้เอาทรัพย์สินออกไปได้ " นางสุชญา กล่าวด้วยอาการที่ยังไม่หายตื่นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ส่วน พ.ต.อ.วัฒนา กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือได้ว่าทางเจ้าของร้านทองได้ตั้งสติและได้เรียกให้คนช่วยพร้อมโทรแจ้งตำรวจซึ่ง สน.หัวหมาก ได้นำเบอร์โทรที่เป็นสติกเกอร์ติดไว้ตามร้านทองในพื้นที่ทุกร้านสามารถติดต่อได้สะดวกรวดเร็วและเหตุการณ์ครั้งนี้ ด.ต.เดชกร บัวอ่วม ผบ.หมู่ งานป้องกันปราบปราม สน.หัวหมาก ก็มาถึงที่หมายภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที จนสามารถจับกุมคนร้ายไว้ได้ และอยากฝากเตือนไปยังร้านทองต่างๆควรที่จะมีเจ้าหน้าที่ รปภ.มาประจำที่หน้าร้านนอกเหนือจากการให้ตำรวจมาตรวจตู้แดง สำหรับเพื่อนบ้านที่เป็นพ่อค้า แม่ค้า ที่มาตั้งแผงขายอยุ่หน้าร้าน ให้ช่วยกันสอดส่องสังเกตุคนร้ายหากมีการก่อเหตุให้รีบตั้งสติและโทรแจ้งตำรวจทันที และที่สำคัญภายในร้านทองควรมีกล้องวงจรปิด ซึ่งจะสามารถบันทึกเหตุการณ์การก่อเหตุของคนร้ายและจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญในการติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ซึ่งจะเป็นการทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่วนคนร้ายรายนี้ก็จะนำตัวไปสอบสวนพิมพ์ประวัติอาชญากรเพื่มเติม ว่าเคยเกิดเหตุในพื้นที่อื่นบ้างหรือไม่ แต่การก่อเหตุของคนร้ายในครั้งนี้ไม่ได้มีการอำพรางใบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งดูจากพฤติการณ์ไม่น่าจะเป็นมืออาชีพ



