ข่าว

"เทือก"ยันแก้รธน.ไม่ทำรบ.ล่มสลาย

"เทือก"ยันแก้รธน.ไม่ทำรบ.ล่มสลาย

23 พ.ย. 2553

เลขาปชป.การันตี “แก้รธน.”ไม่ทำให้“รบ.ล่มสลาย”ก่อนเวลาอันควร ยัน เสียงปชป.หนุน แนวทางครม.ที่ให้แก้ไข 2 ประเด็น ยันไม่ฟรีโหวต ยอมรับไม่มั่นใจเสียง ในสภา อ้างรบ.บังคับส.ว. ไม่ได้ ปัดตอบการชุมนุมของ“พธม.”เป็นเงื่อนไข “ปฏิวัติ” เชื่อ มาร์ค มีเหตุผลจึงพูด

(22พ.ย.) เวลา 08.30 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่ามติของที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์วันนี้จะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือ สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติไว้

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้มีสมาชิกพรรคอย่างนายพิเชษฐ์ พันธ์วิชาตกุล ส.ส.กระบี่ ออกมาตั้งแง่ว่านายกฯจะทำอะไรไม่มาบอกพรรคก่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นธรรมดาของพรรคประชาธิปัตย์ที่ให้เสรีภาพในการพูดจา หรือแสดงความเห็นกันค่อนข้างมาก แต่เท่าที่ตนได้พูดคุยกับสมาชิกพรรคในส่วนต่างๆ แล้ว ความเห็นส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างที่ตนพูดคือสนับสนุนให้มีการแก้ไข ซึ่งพรรคเองก็จะทำตามเสียงส่วนใหญ่ และทุกคนก็จะปฏิบัติตาม เมื่อถามว่า จะปล่อยให้สมาชิกพรรคฟรีโหวตในสภาหรือไม่ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนคิดว่าคงไมี

 เมื่อถามว่า ในฐานะเลขาธิการพรรค ได้ทำความเข้าใจกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค หรือนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคหรือไม่ เพราะถือเป็นแกนนำ ที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสุเทพ กล่าวว่า จริ ๆ แล้วนายชวน ยังไม่เคยแสดงความเห็นอะไรในเชิงที่ไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังวางตัวนิ่งๆ อยู่ ส่วนกรณีนายบัญญัติ นั้นท่านเพียงแต่กังวลใจ แต่สมาชิกส่วนใหญ่ก็ยังเห็นไปในแนวทางเดียวกับนายกฯ ที่ต้องการให้บ้านเมืองมีความปรองดองสมานฉันท์ เมื่อครม.มีมติอย่างไรแล้ว สมาชิกพรรคก็ต้องสนับสนุน เพราะพรรคประชาธิปัตย์คือหัวหน้ารัฐบาล

 เมื่อถามว่า มั่นใจเสียงสนับสนุนในสภามากน้อยแค่ไหน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่พูดยากอยู่เพราะเป็นการประชุมร่วมกัน ระหว่างส.ส.และส.ว. ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีเสรีภาพ มีอิสระในการใช้ดุลพินิจของแต่ละคน เมื่อถามว่า หากการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน รัฐบาลต้องรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น เพราะเป็นการประชุมรัฐสภา รัฐบาลไม่สามารถไปกำกับ ควบคุมเสียงวุฒิสมาชิกได้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นนี้จะไม่ผ่าน

 เมื่อถามว่า มั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะไม่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์แตก และไม่ทำให้รัฐบาลล่มสลายไปก่อนเวลาอันควรใช่หรือไม่ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “ผมมั่นใจครับ” เมื่อถามว่า ประเมินการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) จะยืดเยื้อหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ยังไม่ได้ประเมินไปลักษณะอย่างนั้น แต่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นบ้านเมืองมีความสงบสุข ไม่อยากเห็นความวุ่นวายเกิดขึ้น ดังนั้นจึงไม่คิดว่าการชุมนุมประท้วงจะกลายเป็นปัญหาอะไรของบ้านเมือง

 เมื่อถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ กังวลว่าพรรคร่วมรัฐบาลอาจจะไปสนับสนุนร่างของนพ.เหวง โตจิราการ ที่ค้างอยู่ในสภา โดยเฉพาะการให้สอดแทรกหรือแก้ไขให้มีการนิรโทษกรรมหรือช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ในขั้นการแปรญัตติ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลนั้นจะมุ่งใน 2 ประเด็นที่คณะกรรมการฯชุดของนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เสนอมาเท่านั้น ไม่มีเรื่องอื่น ทุกคน ทุกพรรคยืนยันเหมือนกันหมด

 เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯออกมาระบุว่าเป็นห่วงที่มีบางคนในกลุ่มพันธมิตรฯ อยากให้มีการปฏิวัติ และการชุมนุมของพันธมิตรฯครั้งนี้อาจเป็นเงื่อนไขให้มีการปฏิวัติได้ นายสุเทพ กล่าวว่า “ผมไม่ขอตอบคำถามนี้ แต่คิดว่านายกฯมีเหตุผลที่พูดกับสาธารณชนไปอย่างนั้น เมื่อถามว่า ทำไมเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นปัญหาบานปลาย ทั้งที่ประเด็นที่แก้ไขก็ไม่ได้มีอะไร เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถูกต้อง เพราะทั้ง 2 ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยหรือร้ายกาจกับบ้านเมืองเลย อย่างประเด็นเขตเดียวเบอร์เดียว ก็เป็นการทำให้รัฐธรรมนูญของเราเป็นสากลเหมือนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก หรือมาตรา 190 ก็จะทำให้เราทำงานร่วมกับต่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น

 เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่ามีแต่กลุ่มการเมืองเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนคิดว่าสิ่งที่กล่าวหาค่อนข้างใส่ไข่รุนแรงไปหน่อย การแสดงความเห็นของแต่ละคนก็แตกต่างกันได้ ในพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย หรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีความแตกแยก และก็ไม่ได้ออกมาขู่เข็ญอะไร การแก้ไขมาตรา 190 คิดว่าทุกคนยืนยันได้ว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ได้-เสียของประเทศชาติโดยตรง ส่วนเรื่องเขตแม้จะดูเหมือนว่าไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน แต่หลายฝ่ายก็ได้อธิบายว่าประชาชนทุกคน ก็มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งท่ากัน

งัดกฎเหล็กรับมือพันธมิตรฯบุกสภาค้านแก้รธน.

 เมื่อเวลา 13.30 น.พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( รอง ผบช.น.) รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานด้านการสืบสวน เรียกประชุมนายตำรวจระดับที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง การดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยพื้นที่ กทม.และการชุมนุมทางการเมือง ซักซ้อมแผนปฏิบัติและเตรียมความพร้อมรับมือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ด้านหน้ารัฐสภาวันที่ 23-25 พ.ย. ท่ามกลางบรรยากาศเคร่งเครียดใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง

 ที่ประชุมเน้นย้ำการจัดวางกำลังตำรวจคุมเข้มทางเข้าออกทุกจุดและพื้นที่โดยรอบบริเวณและวางแนวกั้นพื้นที่ไม่ให้ผู้ชุมนุมรุกล้ำเข้ามาบนพื้นถนนปิดการจราจรสร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย พร้อมเน้นย้ำให้ผู้ชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมาย และไม่ให้การชุมนุมยืดเยื้อไม่ให้ข้ามคืน มี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์และประสานเจรจากับแกนนำอย่าบต่อเนื่อง พร้อมประเมินสถานการณ์และผู้เข้าร่วมการชุมนุมคาดว่าจะมีประมาณ 3- 4 พันคน

 พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แถลงข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 23 พ.ย.กองบัญชาการตำรวจนครบาลใช้กำลังตำรวจดูแลประมาณ 1,500 นาย คาดว่าจะไม่ยืดเยื้อ แต่หากมีการค้างคืนก็จะให้ผู้ชุมนุมไปปักหลักอยู่บริเวณหน้าบ้านพระอาทิตย์ ส่วนกรณีที่ระบุจะมีผุ้ชุมนุมคนเสื้อแดงมาแสดงพลังด้วยนั้น หากมาจริงก็จะแยกผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มให้อยู่คนละฝั่งกันไม่ให้มีการเผชิญหน้าอย่างเด็ดขาด

 เรื่องมาตรการปฏิบัตินั้น โฆษกนครบาลกล่าวว่า ตำรวจมีแผนรองรับไว้แล้วตามแนวทางที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กำหนดไว้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ปฏิบัติหลัก ซึ่งจะเข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่ค่ำวันนี้โดยยึดตามประกาศของ ศอฉ. 5 ข้อ คือ 1.ห้ามไม่ให้มีการปิดการจราจร2.ห้ามไม่ให้มีการขวางทางเข้าออกบริเวณโดยรอบรัฐสภา 3.ห้ามไม่ให้มีการโชว์ป้ายที่มีข้อความข่มขู่ และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อผู้อื่น4.ห้ามไม่ให้มีการใช้เครื่องขยายเสียง หรือการพูดเพื่อยั่วยุให้เกิดการแตกแยก และ 5.ห้ามไม่ให้มีการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นเสียง คำพูด หรือการชูป้ายประกาศต่างๆซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างเคร่งครัด

 "พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. มอบหมายให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1)เป็นผู้ทำการเจรจาต่อรองกับกลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่ายซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้รับมอบเงื่อนไขนี้มาเป็นอย่างดีโดยทางตำรวจจะเข้าประจำการดูแลที่บริเวณรัฐสภาตั้งแต่ค่ำวันนี้จำนวน 1 กองร้อยก่อน จากนั้นเมื่อถึงช่วงเช้าของวันที่ 23 พ.ย.ฤศจิกายน จะให้เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (ดีโอดี) บก.สปพ.บช.น. เข้าทำการตรวจสอบบริเวณโดยรอบรัฐสภาอย่างละเอียด พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ภายในรัฐสภา " โฆษกนครบาล กล่าว

 พล.ต.ต.ปิยะกล่าวต่อว่า ส่วนกำลังเจ้าหน้าที่จะเสริมหน่วยอื่นเข้าไปช่วยในระลอกแรกจำนวน 4 กองร้อย ดูแลบริเวณโดยรอบรัฐสภา ห้ามไม่ให้มีการปิดทางเข้าออกรัฐสภา รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการปิดถนนบริเวณถนนอู่ทองในและถนนราชวิถี และให้มีกำลังเจ้าหน้าที่คอยสแตนด์บายเตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้งเพื่อเป็นกำลังเสริมในระลอกที่ 2 อีกจำนวน 6 กองร้อย และระลอกที่ 3 อีกจำนวน 10 กองร้อย รวมทั้งกำลังตำรวจหญิงอีก 1 กองร้อยร่วมด้วย ซึ่งกำลังตำรวจทั้งหมดจะคอยดูแลทางเข้าออกของรัฐสภาทุกด้าน บริเวณถนนโดยรอบรัฐสภาทั้งหมด รวมทั้งตามรั้วต่างๆเพื่อป้องกันกลุ่มมือที่ 3 เข้ามาปั่นป่วนสร้างสถานการณ์

 พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ด้านการข่าวเรื่องมือที่ 3 นั้นจากการตรวจสอบของทาง ศอฉ.นั้นยังไม่พบว่าจะมีกลุ่มมือที่ 3 เข้ามาปั่นป่วนสร้างสถานการณ์ แต่ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็จะไม่ประมาท มีการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา และมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า กองบัญชาการตำรวจนครบาล(ศปก.น.) อยู่ภายในอาคารรัฐสภา เพื่อประชุมวอร์รูมควบคุมดูแลเหตุการณ์และดูแลความเรียบร้อยในภาพรวมตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาเพื่อให้ช่วยดูแลอีกส่วนหนึ่ง

 นอกจากนี้ ทาง บช.น.ยังได้ประสานไปยังศอฉ.เพื่อประสานขอกำลังทหารในการร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วย โดยอาจจะให้ทหารเป็นกำลังเสริมอยู่ในที่ตั้งจำนวนหนึ่ง เบื้องต้นอาจจะเป็นบริเวณภายในกองทัพภาคที่ 1

 พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวถึงการจำหน่ายสินค้าในระหว่างที่มีการชุมนุมว่า จะต้องแยกประเด็นต่าง ๆ ก่อนว่าเป็นการขายอะไรบ้าง ในเบื้องต้นหากเป็นการขายเสื้อผ้าธรรมดาก็คงจะขายได้ หรือหากเป็นสินค้าที่ก่อให้เกิดความยั่วยุตามประกาศของ ศอฉ. เช่น เป็นสินค้ามีการเขียนข้อความคำด่าหรือคำพาดพิงถึงบุคคลอื่นนั้น ทางเจ้าหน้าที่ก็จะเข้าไปเจรจาก่อนเพื่อแจ้งให้ทราบว่าสินค้านี้ผิดตามประกาศของ ศอฉ. และให้เลิกขายสินค้าดังกล่าว หากพ่อค้าแม่ค้ายังไม่เลิกขายก็อาจจะมีการจับกุมดำเนินคดีต่อไป

 "หากเป็นสินค้าที่มีการล่วงละเมิดสถาบันเจ้าหน้าที่ก็จะทำการจับกุมทันทีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับการขายของนั้นจะต้องดูที่เจตนาของทุกฝ่าย ซึ่งทางตำรวจไม่ใช่หน่วยงานหลักแต่เป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจที่จะเป็นผู้คอยดูแลเป็นหลัก ส่วนเรื่องการใช้เครื่องขยายเสียงนั้น หากเป็นโทรโข่งก็อาจจะอนุญาตให้ใช้ได้เพื่อควบคุมดูแลฝูงชนเท่านั้น แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ ที่ก่อให้เกิดความยั่วยุและก่อให้เกิดความวุ่นวาย เช่น เครื่องขยายเสียงติดรถ หรือเครื่องขยายเสียงที่ตั้งบนถนน และอื่นๆรวมทั้งหากมีการพูดจาที่เป็นการยั่วยุ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะเข้าไปจัดการเช่นกัน " โฆษกนครบาลกล่าวและว่า

 หากทางแกนนำต้องการที่จะใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่เพื่อควบคุมฝูงชนจำนวนมาก ก็อาจจะอนุญาตให้ใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ของทางเจ้าหน้าที่ได้ส่วนการชุมนุมจะยืดเยื้อหรือไม่นั้น จากการข่าวเบื้องต้นทราบว่ากลุ่มพันธมิตรต้องการจะยื่นเรื่องเสนอการคัดค้านประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญต่อที่ประชุมสภา ซึ่งคงต้องดูว่าทางรัฐสภาจะรับเข้าไปวาระไว้พิจารณาเป็นประเด็นเร่งด่วนหรือไม่ แต่ทั้งนี้ การข่าวพบว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรคงจะไม่ยืดเยื้อ

 ทั้งนี้ หากมีการชุมนุมที่ยืดเยื้อจริง ก็คงจะให้ทางเจ้าหน้าที่เข้าไปเจรจากับผู้ชุมนุมเพื่อให้กลับไป แต่หากกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงยืนยันไม่ยอมกลับและมีการชุมนุมระยะยาว ก็อาจจะใช้มาตรการกำหนดควบคุมพื้นที่ในบริเวณที่จำกัด เช่น อาจจะให้อยู่แต่บนฟุตปาธ และจะเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมว่าขณะนี้ยังคงอยู่ในการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งหากมีการกระทำผิดเกิดขึ้นก็อาจจะถูกจับกุมได้

 นอกจากนี้ ทางนายกรัฐมนตรียังได้กำชับเจ้าหน้าที่ เรื่องการจัดแบ่งพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมอาจจะไม่ได้มาชุมนุมเพียงแค่กลุ่มเดียว และอาจจะมีหลายกลุ่ม จึงต้องจัดแบ่งพื้นที่ให้กับกลุ่มต่างๆ มีเจ้าหน้าที่และรั้วกั้นระหว่างกลุ่มเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่แต่ในพื้นที่ของตนเองเนื่องจากแต่ละกลุ่มอาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจนทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันและเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

 "สุดท้ายอยากฝากไปยังผู้ชุมนุมว่า สามารถมาร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆได้ แต่ขอให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย ห้ามมีการกระทำผิดในกติกาที่ตกลงกันไว้ โดยเจ้าหน้าที่จะเน้นการเจรจากับทุกฝ่ายเป็นหลัก แม้ว่าการข่าวจะไม่ยืดเยื้อและไม่รุนแรงก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ก็จะไม่ประมาท และยืนยันว่าจะดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยมากที่สุดอย่างเต็มความสามารถ " พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวในตอนท้าย