ข่าว

 สศค.ทำงานเชิงรุกเกาะติดทุนไหลเข้าคิวอี2ของสหรัฐไม่กระทบหนักอย่างที่คิด

สศค.ทำงานเชิงรุกเกาะติดทุนไหลเข้าคิวอี2ของสหรัฐไม่กระทบหนักอย่างที่คิด

22 พ.ย. 2553

ปัญหาค่าเงินยังเป็นปัจจัยเสี่ยงกดดันเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยหลังจากที่สหรัฐอเมริกาออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินระยะ 2 หรือคิวอี 2 เพิ่มปริมาณเงินเข้าระบบการเงินจำนวน 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าจะยิ่งส่งผลกดดันต่อค่

 เตรียมพร้อมที่จะออกมาตรการชุดใหม่มาดูแลค่าเงินบาททุกเมื่อ โดยเฉพาะมาตรการทางภาษีที่เรียกเก็บภาษีจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุน หรือโทบิ้นแท็ก ที่หลายประเทศนำมาใช้นั้น อาจถูกนำมาใช้ในประเทศไทยหากสถานการณ์ค่าเงินบาทยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่องและแข็งกว่าสกุลเงินประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคจากปัจจุบันที่แข็งค่าขึ้นแล้ว 10-11% เทียบกับช่วงต้นปีนี้

นอกจากนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังสั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เกาะติดกระแสเงินทุนไหลเข้าออกอย่างใกล้ชิด เพื่อรายงานตัวเลขที่พบว่าผิดปกติได้ทันท่วงทีและนำไปสู่การดำเนินนโยบายได้อย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้น สศค.ในฐานะมันสมองของกระทรวงการคลัง และเป็นกุนซือเสนอมาตรการภาษีต่างๆ แล้วยังต้องเพิ่มบทบาทในการเป็นผู้ประเมินวิเคราะห์กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายเข้า-ออกในประเทยไทยอีกด้วย
นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า บทบาทของ สศค.ขณะนี้ นอกจากการติดตามภาวะเศรษฐกิจ การเสนอมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการคลัง หรือภาษีแล้ว ยังรวมไปถึงการติดตามสถานการณ์ของค่าเงินบาทเทียบกับสกุลอื่นๆ และการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิดไม่แตกต่างจาก ธปท.ด้วย

“ที่ผ่านมา สศค.ก็ติดตามดูแลเงินทุนไหลเข้าออกเป็นระยะๆ อยู่แล้ว แต่ช่วงนี้มีปัญหาเงินบาทแข็งค่าจากการไหลเข้ามาของเงินทุนจากต่างประเทศส่วนหนึ่ง ทำให้ รมว.คลังกำชับให้ สศค.ติดตามการเคลื่อนไหวว่ามีความผิดปกติหรือไม่ โดยจะมอนิเตอร์เป็นรายวันและรายงานให้ รมว.คลังรับทราบข้อมูลด้วย หากพบว่ามีการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น มีการเข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นหรือตลาดตราสารหนี้และมีเงินทุนไหลออกไปมากก็จะรีบรายงาน รมว.คลังทันที”
 
สำหรับข้อมูลที่เกาะติดรายวันนั้นนำมาจากตลาดทุนและสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยโดยตรง ซึ่งนอกจากเป็นข้อมูลดิบแล้วยังมีการประเมินสถานการณ์และแนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมที่จะตามมาด้วย

ผู้อำนวยการ สศค.ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการประกาศมาตรการคิวอี 2 ของสหรัฐเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน พบว่ามีเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทยสุทธิ 12,479 ล้านบาท เป็นเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรสุทธิ 12,567 ล้านบาท และไหลออกจากตลาดหุ้นไทย 89 ล้านบาท ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าตั้งแต่ในปลายสัปดาห์ที่แล้วเริ่มมีเงินทุนไหลออก เนื่องจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกจากการที่ผลการประชุมจี 20 ไม่ได้มีข้อตกลงใดๆ ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม นักลงทุนจึงหันไปถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น ทองคำและสินทรัพย์ที่เป็นเงินสกุลเยนมากขึ้น หลังจากที่ญี่ปุ่นประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

          “การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศหลังจากสหรัฐประกาศคิวอี 2 ไม่ได้มากอย่างที่คิด อาจเป็นเพราะตลาดได้คาดการณ์ไว้แล้วโดยเฉลี่ยเข้ามาในตลาดทุนเพียงเฉลี่ยวันละ 1 พันล้านบาทเท่านั้น เทียบกับก่อนหน้านี้ เดือนกันยายนที่ไหลเข้ามา 3 หมื่นล้านบาท เพราะเป็นในช่วงเดือนเดียวเงินบาทก็แข็งค่าขึ้นถึง 3%”  
 
         นอกจากนั้น ยังพบว่ามีการเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้น้อยลงด้วย ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากมาตรการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ในส่วนของเม็ดเงินต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรรัฐบาล ทำให้เม็ดเงินที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ของไทยลดลงอย่างชัดเจน และมีการขายออกสุทธิ ขณะที่ปริมาณการซื้อขายลดลงกว่า 50% จากเดิมก่อนหน้านี้เดือนกรกฎาคม-กันยายน พบเม็ดเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้มากกว่าตลาดหุ้นถึง 3 เท่า

อย่างไรก็ตาม สศค.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ยังคงเฝ้าติดตามกระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่งและยังมีความน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งหากในอนาคตมีกระแสเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรมากขึ้นจนเป็นแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างที่ รมว.คลังเองก็ยอมรับว่าเงินบาทจะยังคงแข็งค่าต่อเนื่องไปอีกนาน แต่การดูแลค่าเงินบาทนั้นน่าจะเป็นหน้าที่ของ ธปท. ส่วนของมาตรการภาษีเพิ่มเติมจากที่ออกไปนั้น ก็เป็นเรื่องระดับนโยบาย

“เรื่องมาตรการภาษีหากจะนำมาใช้ก็คงไม่มีใครบอกก่อน เพราะจะมีการเก็งกำไรและมีความได้เปรียบเสียเปรียบกัน แต่การเก็บภาษีใหม่นั้นคงทำได้ยาก เพราะไม่มีกฎหมายรองรับและต้องใช้เวลาในการออกกฎหมายใหม่ซึ่งคงไม่ทันการณ์” ผู้อำนวยการ สศค.กล่าวทิ้งท้าย