ข่าว

กฎหมายใหม่ศอ.บต.จับตาทิศทางใหม่ดับไฟใต้

กฎหมายใหม่ศอ.บต.จับตาทิศทางใหม่ดับไฟใต้

22 พ.ย. 2553

"ในเรื่องนโยบายบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาและด้านความมั่นคงและเพื่อให้ได้นโยบายที่มาจากความต้องการและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ศาสนา วัฒนธรรม อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น"

การเสวนา “พระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้-สู่เส้นทางสันติสุข” เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นอกจากรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชน ผู้นำศาสนา เพื่อนำไปสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ แล้วยังพอจับสัญญาณทิศทางการแก้ปัญหาไฟใต้จากฝ่ายการเมือง

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการโอนอำนาจและงบประมาณในการแก้ปัญหาไฟใต้ซึ่งยืดเยื้อมากว่า 6 ปีจากกองทัพซึ่งใช้กลไก กอ.รมน.มาเป็นพลเรือนหรือฝ่ายการเมืองผ่านกลไก ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

และถ้าพิจารณาจากองค์กรร่วมจัดคือกระทรวงมหาดไทย โดย "ถาวร เสนเนียม" รมช.มหาดไทย และ "สมชาย แสวงการ" ประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แล้วนั่นก็ย่อมเป็นการส่งสัญญาณว่า แนวทางการดับไฟใต้ภายใต้กฎหมายใหม่จะไม่เน้นแนวทาง “สายเหยี่ยว” เหมือนที่ผ่านมา

สาระในร่างพระราชบัญญัติมีการแยกแยะระหว่างพลเรือนและฝ่ายความมั่นคงชัดเจน นอกจากนี้ยังระบุชัดว่า “ในเรื่องนโยบายบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาและด้านความมั่นคงและเพื่อให้ได้นโยบายที่มาจากความต้องการและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ศาสนา วัฒนธรรม อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น"
ชัดเจนกว่านั้นคือ การจัดทำนโยบาย “ต้องนำความเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนไปใช้ในการจัดทำ การทบทวนและปรับปรุงด้วย”
การมีส่วนร่วมของประชาชนมีทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ต้องมี “สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เป็นองค์กรให้ความเห็นต่อแผนและนโยบายการพัฒนา

นอกจากนี้ยังกำหนดให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ซึ่งโครงสร้างมาจากฝ่ายการเมืองคือรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการเวลาทำงานโดยทำงานร่วมกับตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่ซึ่งกำหนดไว้จังหวัดละ 1 คน

พูดง่ายๆ ก็คือเป็นการแก้ปัญหาโดยฝ่ายการเมืองและพลเรือนขณะที่กองทัพต้องถอยกลับไปเป็นกลไกทำงานด้านความมั่นคงตามที่ฝ่ายการเมืองจะกำหนด

สัญญาณที่จับทิศทางจากฝ่ายการเมืองผ่าน "ถาวร เสนเนียม" ซึ่งกล่าวในการเปิดงานเสวนานั้นว่า “เรื่องของความไม่สงบภายในประเทศอันเกิดจากปัญหาความแตกต่างทางความคิด ชาติพันธุ์ ฯลฯ มีเกิดในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งแนวทางแก้ไขส่วนใหญ่สำเร็จด้วยการเจรจา”
และ"ผมเห็นว่ากระบวนการแก้ไขปัญหาภายใต้กฎหมายใหม่จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในพื้นที่ได้อย่างแน่นอน ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องการปกครองตนเองของบางกลุ่มนั้น รัฐไทยคงไม่ยอมแต่จะใช้การแก้ปัญหาด้วยการกระจายอำนาจจากส่วนกลางลงไปให้มากที่สุด" นายถาวรกล่าว

รูปธรรมที่เห็นอีกประการคือสิ่งที่นายถาวรผลักดันข้อเสนอยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ซึ่งแนวโน้มความรุนแรงลดลงโดยนำร่องจังหวัดละ1 อำเภอ
เหล่านี้คือสัญญาณใหม่ๆ ที่รอคอยการตอบสนอง !

ขั้นตอนต่อไปเมื่อกฎหมายประกาศใช้รัฐบาลต้องจัดทำโครงสร้างให้สอดคล้องกับภารกิจตามมาตรา 9 จัดเตรียมร่างกฎหมายลำดับรองรองรับการปฏิบัติการตามกฎหมาย และต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้าใจถูกต้องตรงกัน

ที่สำคัญข้อเสนอจากวงเสวนา อาทิ เรื่องความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณควรมีช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ การสร้างความชัดเจนในมาตรการว่าผู้ที่เป็นตัวแทนภาคประชาชนต้องเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์
โดยเฉพาะข้อเสนอว่า “ปัจจัยสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาสำเร็จ คือความตั้งใจ และความจริงใจของฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ เพราะตราบใดที่ประชาชนในพื้นที่ยังรู้สึกว่ายังไม่ได้รับการอำนวยความยุติธรรม ความคิดในการแบ่งแยกดินแดนก็มีความเข้มข้น”

  ที่สำคัญสิ่งที่ "ประดิษฐ์ ยมานันท์" เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า “กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่อาหารจานด่วนที่เมื่อมีผลบังคับใช้ก็จะแก้ปัญหาได้ทันที"

 ก็เป็นเรื่องที่คนไทยต้องรอคอยและร่วมกันทำงาน

ศรุติ ศรุตา