
สาธารณภัย:ถึงคราผนึกกำลังอาเซียน (2)
สำนักข่าวหัวเขียว ไทยรัฐ 10 พฤศจิกายน 2553 : ต้องเตรียมตัว-ประเทศไทยติดอันดับ 14 จาก 170 ประเทศภาวะความเสี่ยงสูงที่จะถูกภัยพิบัติธรรมชาติโจมตี อันมีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลกอย่างรุนแรง
ถือเป็นสัญญาเตือนภัยให้รัฐบาลต้องรีบวางแผนรับมือ ถ้ามองแง่ดีการติดอันดับ 14 ของประเทศความเสี่ยงสูงที่จะโดนวิบัติภัยธรรมชาติโจมตีก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจ เพราะประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ติดอันดับหัวแถวประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเกือบทั้งยวง
ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์ ติดอันดับ 6 พม่าติดอันดับ 10 กัมพูชาติดอันดับ 12 เวียดนามคิดอันดับ 13 ฯลฯ อัตราความเสี่ยงภัยธรรมชาติสูงกว่าไทยด้วยซ้ำไป…
“ต่างประเทศ” มติชนรายวัน 25 ตุลาคม 2553 : ชี้ ‘หมอกควัน’ สะท้อนอาเซียนไร้ประสิทธิภาพ-ก่อนอาเซียนซัมมิทเปิดฉาก 28-29 ตุลาคมนี้ นักวิเคราะห์ชี้ปัญหาหมอกควันที่เกิดกับสิงคโปร์และมาเลเซียล่าสุดสะท้อนถึงประสิทธิภาพที่อ่อนแอทั้งภายในชาติสมาชิกและระหว่างชาติอาเซียนเอง จี้เร่งลงมือทำอย่าดีแต่พูด
บทวิเคราะห์ที่มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ระบุว่า ผ่านไปได้แค่เพียงสัปดาห์เดียวที่สมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนปลาบปลื้มชื่นชมกับความร่วมมือในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศระหว่างกันว่ามีความคืบหน้าขึ้นอย่างสำคัญ แต่ว่าขณะนี้สิงคโปร์และพื้นที่บางส่วนของมาเลเซียกลับถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอกควันจากเหตุไฟป่าที่พัดมาจากประเทศอินโดนีเซียอีก ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของชาติอาเซียนที่บรรดาผู้นำกำลังจะพบปะหารือกันในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะมีขึ้นที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 28-29 ตุลาคมนี้ว่า ยังคงมีจุดบกพร่องอ่อนแออยู่
ทั้งนี้หลังเกิดหมอกควันปกคลุมสิงคโปร์และมาเลเซียครั้งล่าสุด นายจอร์จ เอี่ยว รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์ ได้โทรศัพท์ไปหารือกับนายมาร์ตี นาตาเวกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย เพื่อกดดันให้อินโดนีเซียแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมกับเสนอที่จะให้ความช่วยเหลือในการดับไฟป่าที่เกิดจากฝีมือเกษตรกรชาวอินโดนีเซียที่เผาพื้นที่ป่าเพื่อเตรียมการเพาะปลูกบนเกาะสุมาตราด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่มาเลเซียเองก็ได้แสดงท่าทีไม่พอใจไปกับปัญหานี้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอทั้งภายในแต่ละชาติอาเซียนเองและการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศและความตกลงระดับภูมิภาคระหว่างชาติสมาชิกอาเซียน”ว
“อาเซียน” ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 แม้จะไม่มีวัตถุประสงค์ทางด้านการทหารโดยตรง แต่คงไม่ปฏิเสธได้ว่าท่ามกลางสถานการณ์อันร้อนระอุของสงครามเย็นในยุคนั้น ย่อมต้องมีเหตุผลด้านความมั่นคงร่วมกันอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
บัดนี้สถานการณ์สงครามเย็นยุติลงแล้ว จำนวนสมาชิกของอาเซียนมีเพิ่มขึ้นจากประเทศที่เคยมีความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ในอดีต ความร่วมมือระหว่างกันในทุกมิติกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ความหวาดระแวงจนถึงต้องจัดเตรียมกำลังทหารไว้แก้ปัญหาเช่นในอดีตก็ค่อยๆ จางหายไป
เหมือนกับเมื่อคนไข้หายป่วย คำถามคือแล้วหมอจะมีความจำเป็นอะไร ?
เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดอันเกิดจากการเผชิญหน้ากันทางทหารในอดีตกลายเป็นเรื่องที่ผ่านเลย เมื่อทุกชาติต่างใฝ่หาความสงบสุขและมุ่งมั่นแสวงหาความร่วมมือกันเพื่อความมั่งคั่งแล้ว-กองทัพจะมีประโยชน์อันใด ?
จริงอยู่ ไม่ว่าสถานการณ์จะผันแปรไปอย่างไร กองทัพย่อมต้องอยู่คู่เคียงเป็นหลักประกันแห่งเอกราชและอธิปไตยของชาติเสมอ
แต่คำถามอยู่ที่ว่า แล้วในสถานการณ์สันติเยี่ยงนี้ กองทัพควรถูกใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ?
จากแนวโน้มของปัญหาภัยธรรมชาติที่เส้นกราฟกำลังพุ่งสูงไปสู่ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ประเทศกลุ่มอาเซียนควรเร่งมองหาและปรับใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเป็นรูปธรรม “เร่งลงมือทำอย่าดีแต่พูด” และหนึ่งในทรัพยากรในมือที่มีอยู่และไม่ควรมองข้ามคือ...
กำลังพลและเครื่องมือมากมายที่พร้อมตลอด 24 ชั่วโมงในกองทัพของทุกประเทศนั่นเอง
พลเอก บัญชร ชวาลศิลป์



