
2พันซากกับระเบียบสังคม
ทารกที่ถูกทำแท้งกว่า 2,000 ซาก สะท้อนปัญหาความเหลวแหลกของสังคมได้ดี
ข่าวชิ้นนี้ถูกตีแพร่ไปทั่วโลก เป็นเรื่องใหญ่ วิพากษ์วิจารณ์ในต่างประเทศ ขณะที่ปฏิกิริยาในบ้านเรายังเชื่องๆ ช้าๆ กันอยู่
รัฐบาลยังดูจืดชืดกับสิ่งที่เกิดขึ้น
นี่อาจเป็นปรากฏการณ์เล็กๆ ที่บอกถึงอนาคตประเทศได้อย่างดี
แม้จะมีการดำเนินคดีกับสัปเหร่อและหญิงสาวที่นำซากทารกมาทิ้งก็ตาม แต่ก็แค่ปลายเหตุ
ตัวเลขจากกระทรวงสาธารณสุขแต่ละปี มีสาวตั้งครรถ์ประมาณ 1 ล้านคน แท้งเอง 1.5 แสนคน ทำแท้งอีก 1.5 แสนคน จำนวนนี้มีทั้งถูกต้องและลักลอบจากสถานพยาบาลเถื่อน น่าตกใจหรือเปล่า
ซากทารกคงไม่ได้มีแค่ที่วัดไผ่เงิน ที่อื่นก็เคยปรากฏเป็นข่าวมาต่อเนื่อง
แสดงว่าการวางแผนครอบครัวล้มเหลว วิชาเพศศึกษาในหลักสูตรการเรียนการสอนไม่ได้ผลหรืออาจกลายเป็นดาบสองคม เด็กร้อนวิชานำไปทดลองแล้วผิดพลาด
ปกติเด็กคือเหยื่อของกลุ่มผลประโยชน์ บวกกับสิ่งเร้าเข้ามาครอบงำ ค่านิยมผิดๆ เรื่องการมีแฟน มีผู้ชายในวัยเรียนกลายเป็นแฟชั่น เด็กสมัยใหม่ไม่เคยพูดถึงวัด การทำบุญ กิจกรรมเพื่อสังคม
ที่สำคัญพื้นที่ที่ให้เด็กทำกิจกรรมเหล่านี้แทบไม่มีหรือมีก็ไม่ได้สนใจเพราะไม่ได้ถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็ก
เมื่อโรงเรียน ชุมชน หรือแม้แต่รัฐบาลไม่ส่งเสริมอย่างจริงจัง เด็กก็ต้องหากิจกรรมทำเอง
สถานบริการ ของมึนเมา ยาเสพติด จึงระบาดอย่างไม่ต้องสงสัย เด็กตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงตลอดเวลาทั้งในโรงเรียนและข้างนอก
ตำรวจหน่วยงานเดียวคงรับมือยาก ยังไม่นับเม็ดเงินส่วยที่รับกันอยู่ทุกเดือนจากสิ่งเหล่านี้ สมัยก่อนตำรวจกับอบายมุข ยืนอยู่ตรงข้าม แต่ปัจจุบันกลายเป็นของคู่กัน
เพื่อไม่ให้กรณีทารก 2,000 ซากจางหายไป รัฐบาลต้องเข้ามาเป็นตัวกลางบูรณการปัญหา จัดระเบียบสังคมเสียใหม่ ตำรวจต้องบังคับใช้กฎหมายและให้ความสำคัญกับปัญหาวัยรุ่นลำดับแรก
เบื้องต้นเริ่มจากสิ่งยั่วยุใกล้ตัวหนังโป๊ ของมึนเมาเหล้า ยาเสพติด ที่ขายกันเกลื่อน ต้องจับกุมอย่างเด็ดขาดต่อเนื่อง ไม่จัดฉาก ย้อมแมว
ถ้ากฎหมายอ่อนแอ สังคมก็อ่อนปวกเปียกไปด้วย
อยากเห็นรัฐบาลมุ่งงานสังคมมากกว่าเรื่องการเมือง ไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ รอตำรวจในฝันกระมัง!!



