ข่าว

มาร์คแนะพธม.ค้านแก้รธน.ในสภา

มาร์คแนะพธม.ค้านแก้รธน.ในสภา

21 พ.ย. 2553

“นายกฯ” ร่ายพธม. ชุมนุมค้านแก้ รธน. ยันเดินหน้าในสภา ชี้ไม่จำเป็นต้องทบทวนและไม่ย้อนทำประชามติ อ้างกลัวคกก.ปฏิรูปฯเสียความรู้สึก สั่ง“ วิเชียร”ประสานแกนนำ “พันธมิตรฯ - นปช.” ให้เคลื่อนไหวในกรอบกม. ลั่นหากทำบ้านเมืองวุ่นวายพร้อมรับผิดชอบแต่ต้องรอดูสถานการ

 (21พ.ย.) ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อเวลา 9.45 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศจะชุมนุมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภาในวันที่ 23 พ.ย.นี้ ขณะที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็มีการชุมนุมเช่นกันว่า การชุมนุมเรียกร้อง ซึ่งตนจะไม่ห้าม แต่เชื่อว่าทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ต้องการจะเห็นความรุนแรง ซึ่งตนได้คุยกับทาง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ประสานไปทางแกนนำทุกกลุ่มที่จะมีการเคลื่อนไหวว่า จะให้ความร่วมมือในการใช้สิทธิของตัวเอง ตามรัฐธรรมนูญกันอย่างไร คิดว่า ถ้าให้ความร่วมมือกันคงไม่มีปัญหาอะไร

 เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี พูดเสมอการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ให้เป็นเงื่อนไข ถ้าเป็นเงื่อนไขจะไม่ทำ วันนี้เป็นเงื่อนไขหรือยัง ที่จะทำให้เกิดความวุ่นวาย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่า ขณะนี้เรากำลังหาข้อยุติในเรื่องนี้ ซึ่งการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ว่าภายในวันอังคาร พุธ พฤหัสบดีพิจารณาแล้วจบ ยังมีกระบวนการของรัฐสภาที่ต้องมีการพิจารณาวาระ 1 - 3 เรื่องนี้ต้องใช้เวลา โดยหลังรับหลักการต้องไปพิจารณาในกรรมาธิการ จากนั้นต้องเว้นระยะเวลา 15 วัน และนำกลับมาพิจารณาในวาระ 3 ขอยืนยันว่า ถ้าถึงจุดนั้น มันเป็นความขัดแย้งในขั้นตอนไหน เราก็สามารถที่จะพิจารณาตามความเหมาะสมได้อีก

 “ผมมีประเด็น คือ การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลในขณะนี้ เป็นเพียงให้รัฐบาลสามารถที่จะทำงานระหว่างประเทศได้ยืดหยุ่น คล่องตัวมากขึ้น ที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และเรื่องระบบเลือกตั้ง ไม่มีประเด็นที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้นไม่ว่า เรื่องการนิรโทษกรรมหรือการเอื้อประโยชน์ให้กับใครคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือผมเอง เพราะฉะนั้นอยากให้ใช้เหตุใช้ผลกันตรงนี้ เราก็น่าจะพิจารณาไปได้ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 เมื่อถามว่า นอกจากร่างที่รัฐบาลเสนอ ยังมีร่างของนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ในขณะนี้ จะทำให้เป็นปัญหาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การพิจารณาจะพร้อมกันหรือไม่ขึ้นอยู่กับสภาที่จะให้พิจารณาไปพร้อมกันหรือไม่ เพราะจริงๆแล้วในหลักการได้ไปตรงกัน ขณะเดียวกันรัฐบาลยืนยัน ไม่สนับสนุนอันที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง

 เมื่อถามว่า ที่นายกฯบอกว่าเรื่องนี้ต้องหาข้อยุติ แต่ตอนนี้กำลังหาข้อยุติเฉพาะฝ่ายการเมือง โดยไม่ฟังเสียงของประชาชน หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กระบวนการที่ทำ และกลั่นกรองกันมา จึงไม่ได้มีการเสนอทั้ง 6 ประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่มีการคัดค้านและก่อนหน้านี้ที่คัดค้านกัน ขอให้ดูว่าคัดค้านกันด้วยเหตุผลอะไร นั่นคือการฟัง ขณะนี้ประเด็นที่เสนอไม่ใช่ปมหลักความขัดแย้งก่อนหน้านี้

 เมื่อถามว่า เรื่องระบบเลือกตั้งแม้จะอ้างมีการทำความเห็นและประชาชนเห็นด้วย ก็ยังไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน ยืนยันว่า การทำความเห็นตรงนั้นถูกต้องตามหลักวิชาการ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าจริงๆ ทำกันหลายครั้ง และเป็นการศึกษาของคนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย และเขาก็รับฟังข้อท้วงติง ปัญหาของเขตเล็ก เขาจึงมีการเสนอลดจำนวนและเพิ่มระบบสัดส่วน หรือระบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้นจะเห็นว่ามีการฟังความคิดเห็นและประเด็นนี้เป็นประเด็นทางเทคนิค โดยส่วนตัวแล้วก็อยากได้เขตใหญ่ แต่ถ้าเราตั้งคณะกรรมการมาพิจารณาแล้ว เรายังมีความเห็นเหมือนเดิม ต่อไปนี้ก็คงไม่ต้องมีการดำเนินการตั้งกรรมการอีก หรือการให้ใครมาช่วยทำงานต่อไป

 เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายกฯ บอกว่า การทำประชามติ จะทำให้เกิดฉันทามติ และปัญหาจะไม่เกิด คราวนี้มีปฏิกิริยาอะไรเป็นตัวเร่งที่ทำให้รอการทำประชามติไม่ได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีปฏิกิริยาเร่งอะไร เรื่องนี้ผ่านเวลามาเกือบปี ตอนนั้นตนเสนอทำประชามติ และทราบดีว่า ประชามติผูกมัดพรรคการเมืองไม่ได้ จึงได้เชิญทุกพรรคการเมือง ให้วิป 3 ฝ่ายมาตกลงกัน ถ้าทำประชามติ ก็ต้องเอาตามประชามติ ปรากฏว่า ตอนแรกรับ จึงเดินหน้าที่จะทำประชามติ โดยมีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านว่า จะเสียเงิน เสียทอง ทำประชามติทำไม ตนก็ยืนยันที่จะทำ แต่ทำแล้วต้องมีผล แต่ต่อมาปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้านบอกว่า ไม่เอาตามข้อตกลง เรื่องก็ถูกพับไปประมาณปลายปีที่แล้ว กระทั่งตอนนี้ หลังจากมีการตั้งคณะกรรมการก็จำเป็นต้องดำเนินการ ไม่เช่นนั้นต่อไปนี้ เราไปตั้งหรือขอร้องใครมาทำงาน เขาจะบอกว่า จะมาทำไม เพราะในที่สุดแล้ว เมื่อให้ความเห็นอะไรก็ตาม ไม่มีความหมายอะไรเลย แม้กระทั่งตอนนี้ เราก็ไม่ได้เอาความเห็นของคณะกรรมการทั้งหมด แต่เราต้องรับฟังทุกฝ่าย เพื่อให้คนที่เข้ามาทำงานรู้สึกว่า ได้ผล ไม่เช่นนั้นเท่ากับรัฐบาลไม่มีความจริงใจในการให้คณะกรรมการต่างๆ เข้ามาทำงาน

 เมื่อถามว่า ถ้าการตัดสินใจเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเป็นชนวนความขัดแย้งบานปลายขึ้นมา นายกฯ จะรับผิดชอบหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว

 เมื่อถามย้ำว่า รับผิชดอบอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ต้องดูตามสถานการณ์ ตนยังไม่ทราบเลยว่า จะผ่านหรือไม่ผ่าน หรืออะไร แต่ตนมีหน้าที่ดูแลให้บ้านเมืองเกิดความเรียบร้อย ถ้าตนทำไม่ได้ก็ต้องรับผิดชอบ

 เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาหลักคิดของนายกรัฐมนตรี บอกว่าพยายามลดเงื่อนไข แล้วตอนนี้ทำไมเป็นคนสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเอง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการสร้างเงื่อนไข แต่ถ้าตนไม่ทำตาม ก็มีปัญหาตามมาเหมือนกัน บรรดาคณะกรรมการที่อยู่มนกรอบความปรองดอง สมานฉันท์ทั้งหมด จะตั้งคำถามว่าตกลงจะให้เขาทำงานหรือไม่ เพราะถ้าเขาทำงานแล้วมีความเห็นมา แล้วไม่ตรงกับความเห็นของตนเอง สุดท้ายแล้วตนก็เอาความเห็นตนเองเป็นใหญ่ แล้วเราจะเดินหน้ากระบวนการปรองดอง สมานฉันท์อย่างไร คนเหล่านี้เข้ามาทำงานไม่มีส่วนได้เสีย แต่มาช่วยลดปัญหาภาพรวม ความขัดแย้งในสังคม ถ้าเราไม่ให้ความมั่นใจกับคนเหล่านี้เลย ว่าสิ่งที่เขาทำจะนำไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำงานอย่างนั้นต่อไป

 เมื่อถามว่า เรื่องระบบการเลือกตั้ง จะช่วยแก้เรื่องความปรองดองสมานฉันท์ได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันเป็นปมความขัดแย้งระหว่างความคิดในเรื่องของพรรคการเมือง เมื่อถามว่า เฉพาะนักการเมืองใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นคำถามที่ตนก็ถามเช่นเดียวกัน ว่า ทำไม่ระบบเลือกตั้ง ซึ่งมีหลากหลายมากในโลก เราจะยึดว่าระบบหนึ่ง สร้างความขัดแย้ง หรือไม่สร้างความขัดแย้ง มันเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับกับความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งในการต่อต้านแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตลอดมา เรื่องหลักคือการนิรโทษกรรม หรือทำให้เกิดกระทบการะเทือนต่อกลไก หรือเพิ่มอำนาจให้กับตัวส.ส. หรือผู้บริหาร กติกาต่างๆ เป็นเรื่องซึ่งสามารถจะกำหนดกันได้ ถามตนยังยืนยันว่าชอบเขตใหญ่

 เมื่อถามต่อว่า โดยสรุปแล้ว เป็นความอยากของนักการเมือง ในขณะที่ประชาชนไม่ได้อะไรเลย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องของกติกาการเลือกตั้ง ความจริงแล้วฝ่ายที่เห็นด้วยก็มีเหตุผลของเขา โดยบอกว่า กติกาควรจะปรับให้เป็นสากล เพื่อความเสมอภาค เมื่อถามว่า ฉะนั้นต่อไปนี้ ถ้าฝ่ายการเมืองไม่พอใจรัฐธรรมนูญมาตราไหน ที่มีผลกระทบต่อตนเอง ก็จะเสนอแก้มันเสียเลย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นประเด็นที่ตนเห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักธรรมภิบาล เช่น เพิ่มอำนาจให้กับตัวเอง ทำลายหลักนิติธรรม รัฐบาลก็ไม่เสนอ ตนจึงได้บอกว่าเราแยกแยะแล้ว ในประเด็นที่เห็นว่าเป็นประเด็นที่สามารถเดินหน้าได้กับประเด็นที่เราเห็นว่ายังมีความละเอียดอ่อนอยู่ แต่ถ้าเราไปยึดอย่างเดียวคือไม่แก้ไขเลย ก็จะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งในสังคมบอกว่าไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาโดยรัฐประหาร ก็จะเป็นจุดที่ทำให้ความขัดแย้งไม่จบสิ้น วันนี้เรายืนยันหลักการว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านประชามติมา รัฐสภาแก้ไขได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดมาตรฐานว่าแก้ไขได้ แล้วก็แก้ไขประเด็นที่ไม่กระทบกระเทือน เพื่อให้คลายปมประเด็นในรัฐธรรมนูญที่จะขัดแย้งไม่จบสิ้น

 เมื่อถามว่า ทั้งสองประเด็นที่รัฐบาลเสนอแก้จะทำให้คนรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐประหารหมดไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่หมด แต่ถ้าจะให้หมดไป คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ไม่ยอม ก็จะเป็นปมอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา แต่เรากำลังจะบอกว่า รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ เราแก้ประเด็นที่ไมเป็นปัญหาก่อนได้ไหม ให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ทำได้

 เมื่อถามว่า กลายเป็นว่ากำลังหาข้อยุติ ในเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่กำลังจะแตกหักกับสังคม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่คิดว่าสังคมส่วนใหญ่ ต้องการจะแตกหัก ไม่เช่นนั้นแล้ว ทำไมการสำรวจทุกครั้งจึงยอมรับ ให้มีการแก้ไขในประเด็นที่ไม่มีผลต่อหลักนิติธรรม นิรโทษกรรม ตรงนี้เป็นประเด็นที่ค่อนข้างชัด เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายกฯ บอกว่า มีคนบางคนแฝงตัวอยู่ในกลุ่มพธม . เพื่อที่จะก่อการให้เกิดการปฏิวัติ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เขาไม่ได้ก่อการ แต่มีความประสงค์ เมื่อถามว่า นายกฯ เกรง หรือไม่ว่า ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกหยิบไปเป็นฉนวนการปฏิวัติ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนต้องดูแล ที่จริงบรรดาผู้ที่ดูแล ฝ่ายความมั่นคง เขาก็กังวล การเคลื่อนไหวมวลชน แต่เรากำลังพยายามให้กระบวนการทั้งหลาย กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทุกคนมีความเห็นแตกต่างกันได้ และอย่าใช้ความรุนแรง ถ้าเหตุการณ์ผ่านไปได้ด้วยดี จะยิ่งช่วยให้เราสามารถยกเลิก พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก . ) ได้เร็วขึ้น

 เมื่อถามว่า ตอนนี้แกนนำพธม. นำประเด็นนี้มากล่าวหาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการสร้างเงื่อนไขที่จะเกิดการปฏิวัติ และนายกฯ จะต้องรับผิดชอบ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอเรียนว่าตนไม่สร้างเงื่อนไขการปฏิวัติ ต้องการให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกับเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย การชุมนุมของกลุ่มพธม . ทุกครั้ง ตนบอกแล้วว่า เขามีสิทธิ์ ที่จะชุมนุม แต่ขอให้เขาปฏิบัติตามกฎหมาย เหมือนกับตอนที่นปช . ชุมนุม ตนก็ขอเหมือนกัน

 “วันนี้สังคมไทยต้องก้าวพ้นตรงนี้ไปให้ได้ ซึ่งบางเรื่องเราสามารถใช้กระบวนการรัฐสภาได้ แต่บางเรื่องรัฐสภาต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ บางเรื่องกลุ่มมวลชนเคลื่อนไหวได้ ทุกเรื่องทุกคนต้องยับยั้งชั่งใจ ไม่ให้นำไปสู่เรื่องการใช้ความรุนแรง สังคมต้องเติบโตอย่างนี้ ไม่มีวันที่เราจะไปสู่จุดที่สังคมเห็นตรงกันในทุกประเด็น แต่ประเด็นไหนที่เราเห็นไม่ตรงกัน เราต้องมีกระบวนที่เหมือนกับมาตรฐานของประเทศประชาธิปไตยว่าเราหาข้อยุติได้ ” นายกฯ กล่าว

 เมื่อถามว่า ทุกสถานการณ์เมื่อมีมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้องจะดูแลยาก อะไรที่ทำให้มั่นใจว่าจะทำให้ดูแล ไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็พยายามที่จะชี้แจง กลุ่มมวลชนทั้งหลาย เช่น เงื่อนไขของกลุ่มนปช . เราก็มีคณะกรรมการปรองดอง สมานฉันท์ ตนจึงถึงบอกว่า ถ้าเรามีคณะกรรมการหลายชุดเขามาทำงาน แล้วเราไม่ฟังเขาเลย อย่างนี้นปช . ก็ต้องมองว่าไม่มีความจริงใจใดๆ ทั้งสิ้น ในการที่จะรับฟังความคิดเห็นของเขา ในทางกลับกันตนก็บอกว่าสิ่งที่ทางพธม . ท้วงติง ตนก็ฟัง ตนถึงไม่เสนอตามคณะกรรมการทั้งหมด เราต้องอยู่บนความพอดี ความปรองดอง สมานฉันท์ จะเกิดขึ้นได้ทุกคนได้อย่างที่ตนเองต้องการไม่ได้ ตนก็ไม่ได้อยากได้ตามที่ตนต้องการ แต่ตนต้องการให้สังคมกลับเข้าสู่กระบวนการของการใช้เหตุใช้ผลกัน ในการที่จะหาข้อยุติในประเด็นที่เป็นความขัดแย้ง และตนต้องรับผิดชอบ ดูแลเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย

 เมื่อถามว่า นายกฯ อ้างว่า การทำประชามติไม่มีผลผูกพันต่อรัฐสภา ก็เลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำประชามติ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่หรอก ต้องย้อนกลับเหตุการณ์ เมื่อถามย้ำว่า ในหลักคิดเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องย้อนกลับเหตุการณ์ เพราะว่าตอนนั้นตนเสนอเรื่องประชามติขึ้นมา ก็มีการท้วงติงว่า ผิดกฎหมาย ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และเมื่อทำแล้วจะผูกมัดหรือไม่ผูกมัด ตนจึงได้เชิญวิปมา ถ้าเกิดวันนั้น ไม่มีประเด็นเหล่านี้ ตนก็เดินหน้าทำไปเลย แต่ตนไม่ทำเพราะจะเป็นปัญหาขึ้นมา เพราะว่ามันไม่ผูกมัดพรรคการเมือง ตนจึงบอกว่า วิปมาตกลงกันได้ไหม 3 ฝ่าย เมื่อตกลงกันตนก็เดินหน้าที่จะทำ เมื่อฝ่ายหนึ่งเขาถอดตัวออกไป ตนก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้น ตนก็ต้องฟังเสียงท้วงติง เพราะถ้าทำไป มันก็ไม่มีประโยชน์ เมื่อถามว่า แม้ว่าจะไม่ผูกมัดกับพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญ เวลาที่ลงมติมันตรงเปิดเผยอยู่แล้ว และประชาชนจะเป็นตัวกำกับเองว่าใครไม่ทำตามเสียงของประชาชน ทำไมไม่ใช้หลักนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถูกต้อง คิดอย่างนั้น ทางพรรคการเมือง เขาก็บอกว่า การลงมติครั้งนี้เปิดเผย ถ้าประชาชนไม่สนับสนุน ต่อไปการเลือกตั้งก็สนับสนุนให้แก้ไขอะไรต่างๆ เช่นเดียวกัน มันเป็นประเด็นที่เราต้องดูความพอดีในแต่ละเรื่อง ถ้าเราไม่สามารถ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เช่น แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เพียงแค่นี้แก้ไขกันไม่ได้ ก็เป็นปัญหาว่าต่อไปนี้จะทำกันอย่างไร

 เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นนายกฯ ของคนไทยทั้งประเทศ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฝ่ายการเมืองบอกว่าไม่ใช่เป็นการสร้างเงื่อนไข แต่ภาคประชาชนเป็นการบอกว่าสร้างเงื่อนไข จะหาข้อยุติได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องการชุมนุมตนห้ามไม่ได้ ตนชี้แจงเรื่อง เอ็มโอยู เรื่องเจบีซี เวลาพบกับตนก็บอกว่า ถ้ารัฐบาลยึดเรื่องของการเจรจา โดยใช้แนวสันปันน้ำ ก็ไม่ติดใจ แต่เสร็จแล้วจะมาชุมนุมยืดเยื้อ ตนก็ห้ามไม่ได้ แต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าจะยืดเยื้อ ก็ต้องมาดูว่ามีข้อกำหนดอะไร อย่างไรบ้าง ตนไม่สามารถไปหยุดให้คนตัดสินใจที่จะชุมนุมเคลื่อนไหว ห้ามไม่ได้ แต่ตนมีหน้าที่ ดูแล ไม่ได้เกิดความรุนแรง และตนรับฟังข้อห่วงใย ข้อท้วงติง จะเห็นว่า แต่ละเรื่องที่มีการท้วงติงมา ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม รัฐบาลรับฟัง แต่คงไม่ได้หมายความว่าต้องถูกใจคนที่ชุมนุมเคลื่อนไหว และคนที่เขาไม่ได้ชุมนุม เคลื่อนไหว อีกจำนวนมากที่เห็นไม่ตรงกัน คำถามคือ ต้องให้เขาเคลื่อนไหวใช่ไหม เราถึงจะฟังเขา ฉะนั้น อันนี้ตนคิดว่าเป็นประเด็นที่เราต้องตัดสินใจกันว่าบ้านเมืองต่อไปนี้จะบริหารราชการกันอย่างไร อย่างไรก็ตามขอยืนยัน ไม่มีเรื่องไหน ที่ทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง ไม่มีเรื่องไหนที่ ทำแล้ว เห็นว่า บ้านเมืองเสียหาย ถ้าสถานการณ์มันมีปัญหา ผมก็จะแก้ไข ต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้

 เมื่อถามว่า นายกฯ จะไม่ชั่งน้ำหนัก ทบทวนอีกครั้ง หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนชั่งน้ำหนักตลอดเวลา และจะดูตามเหตุการณ์ และเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภามีดุลพินิจ มีวิจารณญาณ และสมารถที่จะตัดสินใจได้ว่าอะไรควรไม่ควร

 เมื่อถามว่า ระหว่างการช้าเพื่อการทำประชามติกับการเร่งผลักดันเข้าไปและทำบ้านเมืองไปเสี่ยง อย่างไหนควรจะทำกว่ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องการทำประชามติ ถ้าตนกลับไปถามใหม่ โดยตั้งต้นใหม่กับพรรคการเมืองและส.ว . คนก็จะต่อว่า เวลาไม่ทันก็มีเสียงต่อว่า ตนจึงต้องตัดสินใจ วันนี้ยืนยันว่า เดินหนี ถ้าสถานการณการบ่งบอกว่า การเดินอย่างนี้จะไม่ถูกต้อง ตนก็ทบทวน

 เมื่อถามว่า สถานการณ์ขนาดไหนถึงจะบ่งบอกว่า นี่คือการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่า เราอย่าไปตั้งประเด็นให้เกิด เป็นการท้าทาย ยั่วยุ หรืออะไรทั้งสิ้น เอาตามข้อเท็จจริงขณะนี้ และข้อกฎหมาย

 เมื่อถามว่า พันธมิตรฯ อยากให้นายกฯ ฟังบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ฟัง ถ้าไม่ฟังก็เสนอไป 5 ประเด็นแล้วสิ แล้วต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง ถ้าฟังแล้ว เชิญมาคุยทำความเข้าใจ มวลชน นปช . เขาก็อยากให้ตนฟัง จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ถ้ากรรมการบอกอย่างหนึ่งแล้วไม่ถูกใจตนเองหรืออีกกลุ่ม แล้วตนไม่ทำเลย นปช . เขาจะว่าไม่ฟังเขา ฉะนั้นตนจึงบอกว่า คนจำนวนมาความเห็นหลากหลาย ไม่มีวันเห็นตรงกันในหลายเรื่อง เราก็ต้องหาความพอดี และต้องเริ่มสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองว่า ต่อไปนี้จะบริหารราชการกันอย่างไร

 เมื่อถามว่า บรรทัดฐานการเมืองอะไรที่จะสร้างในตอนนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่เสนอประเด็นที่เป็นประโยชน์ตัวเอง ไม่เสนอประเด็นที่เป็นปัญหานำไปสู่การขัดต่อหลักนิติธรรม นิติรัฐ ขณะเดียวกันกระบวนการของรัฐสภา ต้องเดินได้ เมื่อถามว่า โดยสรุปเอาช้างมาอยู่ก็จะเดินหน้าต่อ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้พูดอย่างนั้น เมื่อถามว่า สรุปจะเดินหน้าต่อ ไม่ฟังเสียงทักท้วงแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ใช่ แต่รัฐธรรมนูญมีวาระหนึ่ง สอง และสาม การแสดงความคิดเห็นการคัดค้าน ทำได้หลายขั้นตอน และก็ยืนยัน ฉบับ นิรโทษกรรมไม่รับหลักการ ส่วนที่ครม . เสนอ ขอถามว่ามีหลักการใดบ้างที่เสียหายกับบ้านเมือง ตนยังมองไม่เห็นว่ามีหลักการอะไรที่เสียหายต่อบ้านเมือง รัฐสภา ควรจะได้พิจารณาไป เมื่อพิจารณา แล้วเสียงของประชาชนชัดเจน ส่วนใหญ่เห็นว่าทำแล้วเป็นปัญหา รัฐสภาเขาก็ต้องตัดสินใจ

 เมื่อถามว่า นายเทพไท เสนพงษ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาใช้คำว่าเนรคุณกับกลุ่มพธม . นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายเทพไท ไม่ได้เป็นคนเริ่มพูด แต่พธม . เป็นคนกล่าวหาตน

 เมื่อถามว่า หวั่นหรือไม่ รัฐบาลจะต้องพบกับพันธมิตรฯ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ติดใจ เพราะถือว่าถ้าสถานการณ์ถึงจุดที่รัฐบาลต้องพ้นไปก็ต้องพ้น ขอให้เป็นไปตามประชาธิปไตยเท่านั้นเอง

 เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาประวัติศาสตร์การเมือง การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เคยสำเร็จ และรัฐบาลไหนแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเหตุต้องพ้นสภาพ คิดว่าครั้งนี้จะซ้ำรอยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่จริง ตามประวัติศาสตร์ก็ มีแก้ไขสำเร็จ ไม่สำเร็จก็มี แต่ตนบอกแล้วว่าจะดูแลรับผิดชอบไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย

 เมื่อถามว่า ช่างภาพของสำนักข่าวเนชั่น จะฟ้องกรณีที่ถูกยิงจากทหารในขณะที่กระชับพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง นายกฯ กล่าวว่า กรณีมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวน ทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย รวมทั้งสิทธิ การได้รับดูแลเยียวยา รัฐบาลก็พร้อมที่จะดำเนินการ ซึ่งกรณีนี้สามารถใช้สิทธิ์ของเขาได้

 เมื่อถามว่า เทศกาลลอยกระทง ได้กำชับให้ดูแลสถานการณ์ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้ขอให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่แล้ว

 เมื่อถามว่า ได้คุยกับ พล . อ . ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ . ) จำกัดสิทธิ์ ห้ามซื้อขายสินค้าที่นำไปสู่ความแตกแยก นายกฯ กล่าวว่า ได้คุยแล้ว พล . อ . ประวิตร บอกว่าต้องไปดูที่ตัวประกาศว่าจะต้องแก้หรือไม่อย่างไร ขณะเดียวกันจะทำความชัดเจน ตามที่ตนได้พูดในรายการเชื่อมั่นฯ เมื่อถามว่า จะทำความเข้าใจอย่างไร เมื่อในขณะนี้นำไปขยายผลและปลุกระดมว่ารัฐบาลละเมิดสิทธิ์ นายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าพอเกิดประเด็นปัญหาขึ้นมา ตนก็รับฟัง และแก้ไข แต่การจะแก้ไขต้องเข้าใจเหตุผลของอีกฝ่าย และเหตุผลของศอฉ . มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ขายแล้วกระทบกระเทือนกับสถาบันหลักของชาติ กรณีเช่นนั้นต้องยืน แต่กรณีที่เป็นความาผิด ส่วนตัวต่อตนเองได้บอกไปชัดเจนแล้วว่าไม่เกี่ยว

 เมื่อถามว่า มีการใช้คำว่า ปุกปั่น ยุยง เป็นการตีความหมายกว้างเกินไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถูกต้อง ตรงนี้เป็นรูปธรรมว่าตนรับฟังความคิดเห็นจากทุกคนที่เคลื่อนไหว และมีการวิพากษ์ วิจารณ์ และเราก็ปรับปรุง อย่างไรก็ตามพล . อ . ประวิตร รับที่จะไปดูแล้ว พูดง่ายๆ คือความผิดต่อส่วนรวมน่าจะเดินหน้าได้ แต่ความผิดต่อส่วนตัว หรือบุคคล ไม่ควรไปยุ

"องอาจ"ชี้หากร่าง รธน.ไม่ผ่านรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในวันจันทร์ที่ 22 พ.ย. ทางพรรคประชาธิปัตย์จะประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในส่วน ส.ส.ของพรรคเพื่อหาข้อสรุปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากอาศัยเพียงเสียง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว คงไม่เพียงพอ ต้องขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว.ด้วย ทั้งนี้หากสมาชิกรัฐสภาไม่ผ่านความเห็นชอบ ย่อมถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ส่วนการชุมนุมคัดค้านของกลุ่มพันธมิตรฯและนปช.สามารถที่จะชุมนุมได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายด้วย

ผบ.ตร.วอนพธม.-นปช.อย่าชุมนุมใกล้กันหวั่นเผชิญหน้า 

  พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลความเรียบร้อยการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรหน้ารัฐสภา เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในสัปดาห์หน้า ว่า เบื้องต้นจะเป็นการเจรจาขอความร่วมมือให้อยู่ในกรอบของกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ คือให้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ นี่คือเรื่องแรกที่ทางตำรวจจะเข้าไปเจรจา ส่วนมาตรการอื่นๆนั้น ตนบอกไปแล้วว่าหากมาชุมนุมในที่ที่เหมาะสม จำนวนที่ไม่มากเกินไป การดูแลความปลอดภัย การอำนวยความสะดวกจะทำได้ง่าย แต่ถ้ามีจำนวนมากเกินไปจะควบคุมลำบาก และจะนำไปสู่ความชุลมุนวุ่นวาย

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินเบื้องต้นแล้วหรือยังว่าจะมีคนมาชุมนุมมากหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นที่เข้าไปคุยเจรจาขอร้องกันอยู่

 ผู้สื่อข่าวถามว่าขระนี้มีผู้ห่วงว่าอาจจะมีการชุมนุมของคนเสื้อแดงด้วย ทำให้อาจจเกิดการเผชิญหน้าระหว่างมวลชนเกิดขึ้น พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า เป็นห่วงเหมือนกัน ไม่อยากให้เกิดเช่นนั้น ดังนั้นขอร้องว่าถ้าจะชุมนุมก็อย่าไปใกล้กัน จะได้ไม่เกิดการกระทบกระทั่ง

 ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนนี้มีสัญญาณว่าตอนนี้คนเสื้อแดงจะมาชุมนุมด้วยหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า ยังไม่มีสัญญาณชัดเจน เมื่อถามว่าการดูแลมีการเตรียมรับมือหากมีมวลชน 2 กลุ่มมาร่วมชุมนุมด้วยหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอความกรุณาว่า หากมีความเห็นที่แตกต่างก็ไม่ควรอยู่ใกล้กัน อะไรที่จะเกิดเหตุความไม่สงบเรียบร้อยก็ต้องขอร้อง

 เมื่อถามต่อว่าการชุมนุมครั้งนี้จะเสี่ยงหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า คงไม่ถึงขั้นจะเสี่ยงเพราะยังอยู่ในขั้นการพูดจาขอร้องกัน คิดว่าผู้ชุมนุมน่าจะช่วยกัน และ ศูนยือำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) คงไม่จำเป็นต้องประกาศให้พื้นที่หน้ารัฐสภาเป็นพื้นที่หวงห้าม 

 เมื่อถามย้ำว่า ขณะนี้บริเวณรัฐสภาในส่วนของศอฉ.ก็ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ชุมนุมไม่ได้ ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอร้องนะ เพราะที่ผ่านมาเราก็อะลุ่มอล่วยตามสมควร และก็อยู่ในกรอบกฎหมาย