
ตร.ไซเบอร์เตือนภัยโจร"SocialNetwork"ชุกชุม
สังคมยุคไฮสปีด...อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสามารถเชื่อมโลกทั่วใบให้เล็กลงเพียงปลายนิ้ว แต่ขณะเดียวกันก็กลายเป็นช่องทางที่บรรดามิจฉาชีพมืออาชีพและมือสมัครเล่นเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้คนในสังคมออนไลน์
กับภารกิจตำรวจไซเบอร์ พล.ต.ท.สมเดช ขาวขำ ผบช.สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) และ พ.ต.ท. อัษฎางค์ ม่วงศรี รอง ผกก. กลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ควบคุมปราบปรามอาชญากรไฮเทคเหล่านี้อย่างไร
-บทบาทของ สทส.ต่อการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
พล.ต.ท.สมเดช : สทส.มีหน่วยงานหลักอยู่ 4 หน่วยงาน คือ กองบังคับการอำนวยการ ทำหน้าที่อำนวยการของสำนักงานเทคโนโลยีฯ กองตำรวจสื่อสาร รับผิดชอบงานสื่อสารของ สตช. ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศกลาง รับผิดชอบเรื่องฐานของมูลทั้งหมดของ สตช. และกองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี เป็นกองที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งหน่วยนี้มีกลุ่มงานเฉพาะที่ดูแลด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยตรง คือกลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ วิเคราะห์และสนับสนุนหน่วยต่างๆ ใน สตช. ที่ต้องการความช่วยเหลือในการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของผู้ที่กระทำผิดทางเทคโนโลยี
พ.ต.ท.อัษฎางค์ :ส่วนใหญ่เป็นการใช้อินเทอร์เน็ตมาเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เช่น การหมิ่นประมาท การลวงขายสินค้า ตลอดจนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งหลาย นอกจากนี้ กลุ่มคนร้ายยังพัฒนาวิธีการกระทำความผิดล้ำหน้าไปเรื่อยๆ เช่น การพัฒนาการกระทำผิดเกี่ยวกับระบบอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง ด้วยการพัฒนาโปรแกรมไวรัสเข้ามาดึงข้อมูลของเหยื่อ ด้วยการแฮ็กยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ด เพื่อทำธุรกรรมทางเงินในอินเทอร์เน็ตแทนเรา
-คดีประเภทหมิ่นประมาทผ่านเว็บไซต์มีการตรวจสอบและดำเนินการอย่างไร
พ.ต.ท.อัษฎางค์ : กรณีเว็บไซต์ที่มีการพบข้อความหมิ่นประมาทคนอื่น ผู้เสียหายไปพบก็แจ้งเหตุมาให้ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในเว็บไซต์นั้นๆ ว่ามีไอพีแอดเดรสอะไร มีผู้ให้บริการรายใดบ้าง เก็จะส่งข้อมูลไปให้ทางฝ่ายสืบสวนดำเนินการต่อไป แต่ไม่ได้ไปจับกุมเพียงแต่เป็นฝ่ายสนับสนุนข้อมูลให้ ส่วนการหมิ่นประมาทในเฟซบุ๊กยังไม่มีใครมาแจ้งให้ช่วยดำเนินการมีแต่เว็บไซต์ดังๆ
-การลวงขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต
พ.ต.ท.อัษฎางค์ : กลุ่มที่ลวงขายสินค้าจะใช้วิธีการหลอกล่อ สร้างความน่าเชื่อถือว่ามันมีสินค้าจริง แต่สินค้าหมด อย่างกรณี ขายไอโฟนราคาถูก คนร้ายก็จะบอกว่าเหลือลอตเดียวแล้ว ให้เหยื่อรีบโอนเงินมาให้ก่อนแล้วจะส่งของให้ แต่ก็ไม่ส่งสินค้าให้ตามนัด ซึ่งหน่วยของเราก็จะตรวจสอบกับเว็บไซต์ที่คนร้ายเข้าไปใช้ในการส่งของมา ดูการใช้อินเทอร์เน็ตว่าใช้ในการโพสต์ข้อความว่าอยู่ที่ใด ตลอดจนหมายเลขโทรศัพท์ และบัญชีธนาคารที่ใช้ให้เหยื่อโอนเงินไปให้
- สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กที่กำลังเป็นที่นิยมขณะนี้ เริ่มพบเห็นผู้การกระทำความผิดบ้างหรือยัง
พ.ต.ท.อัษฎางค์ : จริงๆ แล้วมีปัญหาเยอะนะ สำหรับการทำความผิดบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่จะพบปัญหาในการรวบรวมข้อมูลในการสืบสวนสอบสวน เมื่อมีคดีเกี่ยวกับไฮไฟว์ (hi5) เฟซบุ๊ก (Facebook) ทวิตเตอร์ (Twitter) นั้น การสืบสวนนั้นจะทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นเว็บไซต์ที่อยู่ในต่างประเทศ
-ส่วนใหญ่เป็นความผิดประเภทใด
พ.ต.ท.อัษฎางค์ : ส่วนใหญ่จะเป็นการกระทำผิดในการหมิ่นประมาท อย่างพวกที่เคยเป็นแฟนกัน ตอนรักกันหวานชื่นก็ถ่ายรูปไว้ พอวันไหนทะเลาะก็นำมาเผยแพร่ในโลกออนไลน์ หรือส่งข้อความที่สร้างความผิดใจให้กัน เข้าใจผิดกัน อันนี้ก็มีแจ้งเข้ามาเยอะเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม อยากเตือนว่า การใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์ก เราไม่ควรที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้มากจนเกินไป ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ให้แก่บุคคลที่เราไม่รู้จักทราบ เพราะอาจนำข้อมูลของเราไปใช้ในทางไม่ดี หรือแสวงหาผลประโยชน์จากตัวเราได้ หรือบางเรื่องไม่จำเป็นต้องโพสต์ให้คนอื่นรู้ก็ได้ บางทีมันเป็นโทษมากกว่าดี
พล.ต.ท.สมเดช : บางทีโซเชียลเน็ตเวิร์กก็มีประโยชน์นะ สามารถจะช่วยนำมาใช้ในทางที่ถูกต้องเป็นเบาะแสของอะไรหลายๆ อย่างจนสามารถเป็นประโยชน์กับการสืบสวนได้ แต่ก็อยากจะเตือนว่าอย่าไว้ใจคนง่าย บางทีคนที่เห็นหน้ากันยังไว้ใจไม่ได้เลย จึงไม่ควรไปเชื่อมาก คือเราต้องมีสติตลอดเวลา
-พวกโปรแกรมที่แสดงให้รู้ว่าเราอยู่ที่ไหนเป็นอันตรายไหม
พ.ต.ท.อัษฎางค์ : แน่นอนเมื่อเราคุยกับใครแล้วเราบอกว่าอยู่ที่ไหนคนเดียว อยู่บ้านคนเดียวมีการขึ้นตำแหน่งว่าเราอยู่ที่ไหนมันย่อมอันตรายอยู่แล้ว เพราะบางครั้งจากการแค่เราโพสต์ว่าอยู่ที่ไหนคนร้ายก็สามารถที่จะตรวจสอบค้นหาบ้านเลขที่ได้เลย และเราไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่าคนที่เราคุยอยู่ด้วยนั้นไม่รู้ว่าเขาประสงค์ดีหรือประสงค์ร้าย คิดว่าไม่ควรจะไว้ใจอะไรง่ายๆ
-คนร้ายมักพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อใช้ก่อเหตุ
พ.ต.ท.อัษฎางค์ : ใช่เพียงแต่คนร้าย ตำรวจเองก็พัฒนาตัวเองให้เท่าทันด้วยเช่นกัน อย่างเช่น เว็บโป๊ เว็บขายยาที่ผิดกฎหมายนั้น เป็นหน้าที่หลักของกองปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เป็นคนปราบปราม แต่เว็บไซต์พวกนี้มักอยู่ในเมืองนอกเป็นส่วนใหญ่ จะติดขัดเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งบางครั้งผิดกฎหมายบ้านเรา แต่ไม่ผิดกฎหมายบ้านเขา หากเราพบเจอก็จะแจ้งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงไอซีที ให้ร้องต่อศาลเพื่อบล็อกเว็บไซต์นั้นๆ ต่อไป
พล.ต.ท.สมเดช : คิดว่าเทคโนโลยีมันไปกันเรื่อยๆ ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ไปเรื่อยๆ ต้องตามมันให้ได้ ต้องก็มีงบประมาณในการที่จะหาซอฟต์แวร์ และพัฒนาบุคคลในหน่วยอื่นๆ ให้ร่วมมือกันด้วย
พ.ต.ท.อัษฎางค์ : ที่สำคัญตำรวจต้องมีทักษะทางด้านสืบสวนสอบสวนติดตามคนร้ายด้วยการใช้เทคโนโลยี แล้วสามารถเชื่อมโยงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ คือต้องมีพื้นฐานด้านสอบสวนสืบสวนด้วย หากรู้แต่วิธีเจาะข้อมูลอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ถ้าได้ทั้งสองอย่างมารวมกันก็จะทำให้งานออกมาดียิ่งขึ้น



