ข่าว

สองหนุ่มชาวไร่สร้างปรากฏการณ์ส่งเสียงชนชั้นล่างดังทั่วแดนมังกร

สองหนุ่มชาวไร่สร้างปรากฏการณ์ส่งเสียงชนชั้นล่างดังทั่วแดนมังกร

21 พ.ย. 2553

เมื่อหนึ่งเดือนก่อน หวาง ซู่ วัย 44 กับ หลิว กัง วัย 29 ยังเป็นแรงงานจากต่างจังหวัดธรรมดาๆ ในมหานครปักกิ่ง กลางวันทำงาน กลางคืนไปร้องเพลงเปิดหมวกตามสถานีรถไฟใต้ดิน หารายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ บวกกับใจรักในเสียงดนตรีอยู่แล้วด้วย

    แต่นั่นเป็นอดีตไปในทันที เมื่อแฟนเพลงราว 8 หมื่นคนในเซี่ยงไฮ้ สเตเดี้ยม ได้ให้การต้อนรับสองศิลปินโนเนมอย่างอบอุ่น เสียงกรี๊ดและเชียร์ดังกระหึ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่ทั้งสองออกมาปรากฏตัวบนเวทีเมื่อวันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และดังขึ้นอีกรอบ เมื่อทั้งสองเริ่มร้องประโยคแรกของเพลง "อิน เดอะ สปริง" เพลงป๊อปยอดนิยมในจีน แต่ขับขานในเวอร์ชั่นแบบกลั่นจากหัวใจแรงงานไกลบ้าน ...ทั้งสองกลายเป็นคนดังระดับชาติไปเรียบร้อยแล้ว

    หวัง มาจากมณฑลเหอหนาน ทางภาคกลางของจีน  ส่วนหลิว พื้นเพเป็นคนมณฑลเฮยหลงเจียง ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งสองจากลูกเมียเข้าไปเสี่ยงโชคในเมืองหลวง เหมือนๆ กับคนต่างจังหวัดที่อพยพเข้าเมืองใหญ่ๆ กว่าร้อยล้านคน

     เส้นทางสู่ดวงดาวของสองหนุ่มต่างวัยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม

     หัวค่ำวันหนึ่ง หวางกับหลิวกำลังครวญเพลงเศร้า ระหว่างนั่งดื่มเหล้าเคล้าเสียงดนตรีอยู่ในห้องเช่าขนาด 6 ตารางเมตร ที่เขตเฝิงไถ้ ชานกรุงปักกิ่ง เพื่อนคนหนึ่งได้ใช้โทรศัพท์มือถือ บันทึกการแสดงของทั้งสองไว้และนำไปโพสต์ลงอินเทอร์เน็ต

     ในคลิปวิดีโอนั้น เป็นภาพธรรมชาติไร้การปรุงแต่ง ทั้งคู่ไม่ได้สวมเสื้อ ผิวกายเหอะหนะ ...หลิวนั่งเล่นกีตาร์ ส่วนหวางยืนร้องเป็นลูกคู่

     เสียงร้องและเนื้อร้องท่อนที่บอกว่า "วันใดฉันตายไป โปรดฝังฉันไว้เมื่อยามไม้ผลิ" เรียกน้ำตาชาวเน็ตได้หลายพันคน 

     หวางบอกว่า รู้สึกไม่สบายใจเมื่อรู้ว่าเพื่อนอัดวิดีโอและนำไปโพสต์ทางอินเทอร์เน็ต เพราะเสื้อก็ไม่ได้ใส่ และไม่ได้คิดว่าคนจะชอบ
 
    ไม่ใช่แฟนเพลงทั่วไปเท่านั้นที่ชื่นชอบ คนดังอย่างเสี่ยว เขอ นักดนตรีชื่อดังของจีน หรือ ชาร์ลีน ชอย นักร้องชื่อดังฮ่องกง ยังแสดงความเห็นต่อคลิปวิดีโอนี้บนเว็บ Seina Weibo หรือทวิตเตอร์เวอร์ชั่นจีนด้วย

    ระหว่างที่ผู้คนในโลกไซเบอร์อินไปกับเพลงและศิลปินโนเนมอยู่นั้น เจ้าตัวไม่ได้รู้เรื่องเลยว่ากำลังจะดัง กระทั่งประมาณเดือนตุลาคมนี่เอง ที่เริ่มรู้สึกว่าเป็นที่รู้จักของผู้คนเมื่อได้รับโทรศัพท์ และเอสเอ็มเอสไม่ขาดสาย จนตอนนี้ บางทีได้นอนแค่ 2 ชั่วโมง ตารางเดินสายบันทึกเทปรายการทีวีแน่นเอี้ยด

     หลิวเดินทางเข้าเสี่ยงโชคในเมืองกรุงตั้งแต่ปี 2545 หรือสองปีหลังพ้นทหาร เคยทำงานป็นยาม พ่อค้าเร่ รับจ้างเข็นของ ไม่เคยได้งานเป็นหลักเป็นแหล่ง แต่การเล่นดนตรีเปิดหมวกข้างทางเป็นรายได้หลัก แม้หลังจากแต่งงานกลายเป็นพ่อคนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เฉลี่ยหาเงินได้ 30-80 หยวน ตอนค่ำๆ วันไหนโชคดีอาจได้มากกว่า 100 หยวน (5,000 บาท)

    ในช่วงดวงตกก็แย่ขนาดต้องนำกระทะอลูมิเนียมไปขายเพื่อเงิน 2 หยวน (ประมาณ 10 บาท) เพื่อซื้อหม่านโถว 4 ลูก

    ส่วนหวาง เพื่อหาเลี้ยงเมียกับลูกชายสองคน ตัดสินใจเข้ากรุงเมื่อปี 2543 ทำงานเป็นพ่อค้าเร่ ก่อนเป็นยามโกดังยาแห่งหนึ่ง มีรายได้ราว 1,500 หยวน (ประมาณ 7,500 บาท) เดือนๆ หนึ่งแทบไม่เหลือหลังจ่ายค่าเช่าและซื้อข้าวกิน

     เดือนกันยายน 2546 หวางเริ่มเล่นดนตรีหาเงินช่วงวันเสาร์-อาทิตย์หรือตอนค่ำๆ หลังเลิกงานประจำ หวางบอกว่า ผมรักดนตรีมาก ขณะเดียวกันก็อยากหาตังค์เพิ่มเพื่อเลี้ยงปากท้องและครอบครัว

     ดนตรีและโชคชะตานำพาทั้งสองมาพบกัน ...ปี 2548 หวางได้พบหลิวครั้งแรกขณะอีกฝ่ายกำลังร้องเพลงอยู่ทางผ่านไปรถไฟฟ้าใต้ดิน และถามว่าจะร้องเสร็จเมื่อไหร่ เขาจะได้แสดงต่อ แต่หลิวบอกว่าเห็นท่าจะต้องรอนานหน่อย เพราะมีนักร้องอีกคนรอต่อคิวอยู่ หวางก็โมโหและมุ่งมั่นว่าจะต้องมาให้เร็วขึ้นเพื่อจองที่ หลังจากนั้น ทั้งสองก็เจอหน้ากันครั้งแล้วครั้งเล่ากระทั่งรวมตัวเป็นดูโอเสียเลย จะได้ไม่ต้องแย่งที่กัน

       วันนี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไป ชื่อเสียงของหวางและหลิวโด่งดังเป็นพลุแตก ทำให้แม้แต่ครอบครัวที่แรกๆ ไม่ชอบใจเท่าไหร่ ก็หันมายินดีและยุให้ทำต่อไป 

      ทั้งสองไม่รู้ว่าชื่อเสียงจะนำพาไปสู่อะไรและนานแค่ไหน แต่ได้เริ่มเรียนรู้เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ และหัดใช้ทวิตเตอร์เอาไว้พูดคุยกับแฟนเพลง

     แต่ที่หวางบอกว่า รู้สึกภูมิใจและดีใจมากคือ การที่คนมองว่ามิวสิกวิดีโอของพวกเขา สะท้อนความในใจแรงงานต่างจังหวัดและชนชั้นล่างได้อย่างลึกซึ้งกินใจ และวิงวอนให้ประชาชนได้เห็นใจและเข้าใจแรงงานเหล่านี้ให้มากขึ้น ขออย่าได้ดูถูกคนไร้การศึกษาแต่จิตใจดี   
 
   กรรมกรจากต่างจังหวัดคือผู้สร้างอาคารสูงตระหง่านทั่วเมือง แต่คนที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นชาวนาอย่างพวกเขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าไปในตึกสวยงามอย่างเด็ดขาด

     "ไร้บัตรเครดิต ขาดหญิงข้างกาย ไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ มีเพียงกีตาร์ กับตัวฉันที่ร้องเพลงอย่างมีสุข บนถนน ใต้สะพานหรือในประเทศอันแสนวุ่นวาย แม้ไร้คนใส่ใจเสียงเพลง"  เนื้อเพลง "ในฤดูใบไม้ผลิ" สะท้อนความรู้สึกชนชั้นล่างอย่างพวกเขาได้เป็นอย่างดี  
 
    คลิปวิดีโอของทั้งคู่ผ่านสายตาผู้ชมหลายสิบล้าน โดยเฉพาะผู้คนจากเมืองไกลชนบทจำนวนมากบอกว่ากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อได้ชม เช่น คนหนึ่งบอกว่าดูแล้วนึกถึงตัวเองตอนอยู่เสิ่นเจิ้น ทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้ายัน 5 ทุ่ม ได้หยุดวันเดียวในหนึ่งเดือน ไม่มีตังค์ซื้อตั๋วกลับบ้าน มีแต่เพื่อนๆ มาชุมนุม ดื่มและร้องเพลงกันในคืนสุดท้ายของเทศกาลตรุษจีน

     จาง อี้หวู นักวิชาการที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวว่า สื่อใหม่และอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางให้คนรากหญ้าได้มีโอกาสพูด ได้สื่อสารให้คนอื่นได้ยิน มากขึ้น ดังนั้น นอกจากความต้องการด้านวัตถุที่จะต้องจัดหาให้กลุ่มคนเหล่านี้แล้ว ยังควรใส่ใจความต้องการด้านวัฒนธรรมของพวกเขาด้วย 

    ด้าน โจว เฉียง เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเหอหนาน ยังเคยพูดในที่ประชุมแห่งหนึ่งว่า ปรากฏการณ์สองหนุ่มตจว. สะท้อนพลังและความรู้สึกนึกคิดของมวลชน

    หวางและหลิวยังอยากจะร้องเพลงไปเรื่อยๆ เพราะดนตรีและเสียงเพลงคือส่วนหนึ่งของชีวิต  แต่ทั้งคู่มีชื่อเสียงเกินกว่าจะกลับไปเล่นที่สถานีรถไฟใต้ดินอย่างที่เคยทำ ไม่เช่นนั้น ฝูงชนคงมารุมล้อมจำนวนมาก แต่ก็มั่นใจว่าจะไม่มีวันลืมเวทีใต้ดิน และจะแอบกลับไปเล่นดนตรี ณ จุดเดิมที่ส่งทั้งสองมีชื่อเสียงอีกครั้งในวันหนึ่งอย่างแน่นอน

ที่มา : ไชน่า เดลีย์
ภาพ โฟลเดอร์ Sundฟy
อุไรวรรณ นอร์มา