ข่าว

อาหารฝรั่งเศสขึ้นทำเนียบมรดกโลก

อาหารฝรั่งเศสขึ้นทำเนียบมรดกโลก

20 พ.ย. 2553

แม้ชาวฝรั่งเศสจะไม่พอใจนายนิโกลาส์ ซาร์โกซี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในหลายเรื่องรวมทั้งการขยายอายุผู้เกษียณจาก 60 เป็น 62 ปี ที่จุดประกายการประท้วงในทั่วประเทศและลุกลามกลายเป็นการจลาจลขนาดไม่ย่อมในช่วงที่ผ่านมา

 แต่ข่าวการที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ยกย่องอาหารตำรับฝรั่งเศสขึ้นทำเนียบมรดกโลกเป็นรายชื่อแรกในรายการมรดกโลกด้านวัฒนธรรมการกิน เมื่อวันอังคาร (16 พ.ย.) ที่ผ่านมานั้น อาจจะทำให้ภาพลักษณ์ของนายซาร์โกซีดีขึ้นในสายตาของชาวเมืองน้ำหอมก็เป็นได้

 เนื่องจากนายซาร์โกซียืนยันมาโดยตลอดว่าจะผลักดันให้อาหารตำรับฝรั่งเศสเป็นมรดกโลกให้ได้ภายในระยะเวลาที่ตนเองดำรงตำแหน่ง แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าอาหารฝรั่งเศสที่เป็นภูมิปัญญาของชาวเมืองน้ำหอมตั้งแต่โบราณกาล ไม่ได้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการสูญหายหรือถูกปรับเปลี่ยนสูตร และวิธีการรับประทานจนไม่เหลือเค้าดั้งเดิมขนาดนั้นก็ตาม

 นายแอนนิก แวง แห่งคณะทำงานมรดกและวัฒนธรรมการรับประทานอาหารแห่งฝรั่งเศส (เอ็มเอฟพีซีเอ) อธิบายถึงความสำคัญของวัฒนธรรมการกินของฝรั่งเศสนั้นเปรียบเหมือนห้องทดลองวัฒนธรรมการกิน ที่ได้รวบรวมเอาพิธีการและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในประวัติศาสตร์เข้ามาอยู่ในมื้ออาหาร

 วัฒนธรรมของฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับการกินเป็นอย่างมาก มีการกำหนดรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการปรุงที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน และมีความละเมียดละไม ใช้วัตถุดิบชั้นดีเป็นหลัก รวมทั้งการจัดโต๊ะอาหาร การวางแก้วไวน์ ขาว แดง และแก้วน้ำเปล่า กำหนดตำแหน่งวางมีด ซ่อม จาน จนถึงการจับคู่ไวน์กับอาหารชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกัน

 ระหว่างการรับประทานอาหารก็จะมีการพูดคุยถึงเรื่องอาหาร หรือความทรงจำเกี่ยวกับอาหารที่เคยรับประทาน ก่อนและระหว่างการรับประทานอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารว่าง อาหารก่อนอาหารหลัก อาหารหลักหนึ่งหรือสองจาน แล้วล้างปากด้วยชีส ของหวาน และขนมขบเคี้ยวชิ้นเล็กๆ เช่น ช็อกโกแลต หรือขนมที่ทำจากผลไม้ ตบท้ายด้วยความหอมกรุ่นของกาแฟ

 สิ่งเหล่านั้นทำให้อาหารฝรั่งเศสมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แตกต่างจากอาหารในภาคพื้นยุโรป เช่น อาหารอิตาลี ที่จะใช้เวลาปรุงน้อยกว่าและเน้นรสชาติสดๆ ของวัตถุดิบมากกว่า

 ในเวลานี้เพื่อนบ้านของฝรั่งเศส ตั้งแต่สเปน อิตาลี กรีซ และโมร็อกโก รวมทั้งเม็กซิโก กำลังผลักดันให้อาหารบางชนิดของตนได้รับการยอมรับจากยูเนสโก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "น้ำมันมะกอก" ที่ถือกำเนิดในยุคกรีกโบราณ ที่ช่วยผู้บริโภคลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ปลา ธัญพืชบางชนิด ผลไม้ ผัก และไวน์แดง ขึ้นเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน

 ทำให้เกิดคำถามว่าขณะที่กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พยายามผลักดันอาหารไทยออกไปสู่ทั่วโลกกระทรวงวัฒนธรรมของไทย กำลังทำอะไรอยู่ ไม่กลัวอาหารไทยสูญพันธุ์กันเลยหรือ??