
แบบบ้านไม่บานที่ต่อกรกับวิกฤติการณ์น้ำท่วม(2)
สวัสดีครับแฟนๆ ชาวคนรักบ้าน มาว่ากันต่อกับสาระน่ารู้ตอนที่ 2 ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว เกี่ยวกับ บ้านไม่บานที่สามารถต่อกรกับอุทกภัยธรรมชาติ หากแฟนๆ ได้ติดตามข้อคิดของผมในสัปดาห์ที่แล้ว จะเห็นถึงวิธีคิดของผมในคอลัมน์ เรือนชานบ้านเมือง ที่เผยแพร่ทุกวั
ทาง “หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก” ซึ่งเป็นบทความเกี่ยวกับมุมมองทางด้านเศรษฐกิจ สังคมในระดับมหภาค โดยผมได้นำเสนอวิสัยทัศน์ (Visionary) อันจะนำไปสู่กระบวนทัศน์ (Mission) ในการลงมือปฏิบัติ อันจะนำสังคมไทยไปสู่การพัฒนารูปแบบของการลงหลักปักฐานชุมชนแนวใหม่ ตลอดจนรูปแบบการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนแนวใหม่ ที่สามารถต่อกรกับอุทกภัยทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในปัจจุบันแทบจะทุกปีก็ว่าได้
การก่อร่างสร้าง “ชุมชนแนวใหม่” นี้จะสอดคล้องกับสภาพ “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” ของเราโดยแท้จริง ผมมักจะพูดอยู่เสมอว่า “วัฒนธรรมการกิน-อยู่” ของชนชาติ “ไทย” หรือ ชนชาว “สยาม” นั้น เป็นวิถีของการดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ “วัฒนธรรมข้าว” จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของการตั้งถิ่นฐานจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าชนชาติ “ไทย” ผูกพันกับ “วัฒนธรรมข้าว” มายาวนาน ปรากฏเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่มีอายุกว่า 4,000 ปี ดังจะเห็นได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณต่างๆ บนผืนดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ ก็มักจะพบข้าวเปลือกอายุนับพันปีใส่ไว้ในภาชนะรูปร่างต่างๆ กัน ในบริเวณขุดค้นต่างๆ กัน เช่น ที่ “บ้านเชียง” เป็นต้น
จึงไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า “วิถีการกิน-อยู่” แบบไทยนั้นผูกพันกับการเพาะปลูกข้าวมายาวนาน เพราะ “ข้าว” เป็นอาหารหลักที่คนไทยขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้าวเจ้า, ข้าวเหนียว หรือข้าวเหนียวดำ ฯลฯ ก็ล้วนแล้วแต่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมเป็นอย่างยิ่ง นับได้นับร้อยนับพันสายพันธุ์กันเลยทีเดียวครับ ขึ้นอยู่กับสภาพทางภูมิศาสตร์ของสถานที่ที่ทำการเพาะปลูก สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน ว่ามีน้ำมากหรือน้อย ว่าเป็นที่ลุ่มหรือที่ดอนครับ
เมื่อ “รู้เช่นเห็นชาติ” แบบนี้ ก็คงไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าการดำรงชีวิตของคนไทยภายใต้ “วัฒนธรรมข้าว” ย่อมต้องผูกพันกับ “วัฒนธรรมน้ำ” คนไทยจึงให้เกียรติ “พระแม่โพสพ” (ข้าว) “พระแม่คงคา” (น้ำ) รวมไปถึง “พระแม่ธรณี” (ดิน) จึงเป็นรูปแบบของการดำเนินชีวิตอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ที่ให้เกียรติกับสรรพสิ่งรอบตัว
พอมาถึงตอนนี้ผมอดนึกย้อนกลับไปที่บ้านคุณย่าผมไม่ได้ครับ คุณย่าเป็นตระกูลชาวนาเก่าที่ “ดอนใหญ่” อ.บางแพ จ.ราชบุรี ไม่ต้องบอกก็รู้นะครับว่าน้ำเยอะแน่ เพราะแม้แต่ชื่อก็บอกว่า “บางแพ” หมายถึงย่านที่มีแพจำนวนมาก พอหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว พอลม “ข้าวเบา” พัดเข้ามาสู่ทุ่งรวงทอง ก็ถึงหน้าน้ำหลาก ซึ่งผมยังจำได้ไม่เคยลืมครับ น้ำหลากท่วมทุ่งไกลริบสุดลูกหูลูกตา การสัญจรไปมาทำได้วิธีเดียวคือ “ทางน้ำ” โดยใช้เรือแจวหรือเรือหางเป็นหลัก ก็กินเวลาร่วม 3 เดือน กว่าน้ำจะลด ผมก็ไม่เคยเห็นคุณย่าจะบ่นเรื่องน้ำท่วมเลยสักคำครับ
บ้านคุณย่าเป็นเรือนทรงไทยแท้ มีใต้ถุนสูงแบบโบราณ จัดได้ว่าเป็น “เรือนเครื่องสับ” ที่สมบูรณ์แบบ ใช้สลักหรือเดือยในการเข้าไม้ (ไม่ใช้ตะปู) จัดได้ว่าเป็น “เรือนไทย” ที่สวยงามและได้สัดส่วนเป็นอย่างยิ่งครับ อีกทั้งยังได้ประกาศศักดิ์ศรีฝีมือ “ช่างปรุงเรือน”ชาว “เมืองราช” ซึ่งไม่น้อยหน้า “ช่างเมืองเพชร” หรือ “ช่างกรุงเก่า” เลยครับ
พอถึงหน้าน้ำหลากมาคนโบราณท่านก็ว่า “ปลากินมด” คุณย่าก็จะบัญชาการให้คนรับใช้ย้ายข้าวของเอาไว้บนชานบ้านชานเรือน จะเห็นได้ว่าคุณย่าผมท่านเรียนรู้การใช้ชีวิตที่สามารถอยู่ร่วมกับน้ำอย่างกลมกลืน โดยอาศัย “ภูมิปัญญาพื้นถิ่น” ของบรรพชนที่ทิ้งเอาไว้ให้แก่ท่าน เป็นมรดกทาง “วัฒนธรรมการกิน-อยู่” แบบ “สะเทินน้ำสะเทินบก”
มาถึงตอนนี้แฟนๆ ชาวคนรักบ้านคงถึงบางอ้อกันแล้วนะครับ ว่าทำไมผมจึงมีความผูกพันกับ “เรือนภูมิไทย” ตลอดไปจนถึง “วิถีชีวิตการกิน-อยู่แบบไทย” ก็เป็นเพราะผมถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาอย่างนี้ภายใต้ “วัฒนธรรมข้าว” และ “วัฒนธรรมน้ำ” ซึ่ง “เรือนไทย” ของคุณย่าที่ “บางแพ” เป็น “เรือนหมู่” และเป็น “เรือนไทย” หลายหลังที่ยกพื้นสูงเชื่อมต่อเข้าด้วย “ชานเรือน” เป็นวิถีชีวิตที่ “งามง่าย พอเพียง” นำมาซึ่งความสุข สงบ โดยแท้จริง ถึงแม้ว่า “เรือนไทย” ของคุณย่าจะไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกประเภทจากุชชี่ ทีวีจอแบน โฮมเธียเตอ ฯลฯ และอะไรต่อมิอะไรมากมายดังเช่นในปัจจุบัน
แต่ขอสารภาพตามตรงว่าในบางอารมณ์ลึกๆ ก็นึกอยากให้สังคมไทยที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรีบเร่ง และรวดเร็วจนเกินไป เลยเกิดเป็นอาการที่คุณย่าผมมักเรียกว่า “กระแดะ” อยาก “ทันสมัย” จนลืม “ราก” ของตัวเอง หลงลืมไปว่า เราตั้งถิ่นฐานอยู่ใน “บริเวณเส้นศูนย์สูตร” ที่ฝนตกชุก มีน้ำท่วมหลาก อากาศร้อน แดดแรง มีความชื้นสูง ก็เพราะเราลืม “สัจจะแห่งธรรมชาติ” ของ “วิถีการกิน-อยู่แบบไทย” ไม่ใช่หรือครับ ที่ทำให้คนไทยต้องทนทุกข์ทรมานกับวิกฤติการณ์น้ำท่วมกว่า 3,774,789 คน คิดเป็น 1,210,968 ครัวเรือน กำลังเผชิญกับทุกข์ที่หนักหนาแสนสาหัสดังเช่นในปัจจุบัน ก็เพียงเพราะไปหลงใหลได้ปลื้มกับ “วัฒนธรรมการกิน-อยู่” ที่ไม่ใช่ของเรา หลงลืม “ของดี มีอยู่” ที่เป็นของเรา เชื่อไหมครับว่าคนที่บางแพ บ้านคุณย่าผมต่างก็รู้จักกันหมดว่าใครเป็นใคร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ผมยังทันได้เห็นการ “ลงแขก” หรือบางที่เรียกว่าการ “เอาแรง” ในการร่วมด้วยช่วยกันเกี่ยวข้าว รวมทั้งช่วยกันสร้างบ้าน สร้างกุฏิ อีกทั้งยังร่วมด้วยช่วยกันในงานบุญประเพณีต่างๆ ช่างเป็นวิถีชีวิตที่ “งามง่าย พอเพียง” อย่างแท้จริงครับ
จึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะยิ่งสังคมไทยของพวกเราชาวคนรักบ้านได้ก้าวรุดหน้าไปมากเท่าไร อยาก “ทันสมัย” แบบตะวันตกกันมากเท่าไรก็ยิ่งทำลายบรรดา “ของดี มีอยู่” อันเป็น “ภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิสังคม” มากขึ้นเป็นเงาตามตัวเท่านั้น ผมว่าน่าจะถึงเวลาแล้วครับที่เราจำเป็นต้องกลับไปทบทวนแนวทางการพัฒนาในทุกๆ มิติแบบ “บูรณาการ" กันเสียที มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเจอกับอุทกภัยซ้ำซากดังเช่นที่เป็นอยู่นี้แหละครับ
พื้นที่หมดครับ ที่ผมร่ายเสียยืดยาวกันมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก็เพราะต้องการทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน” เพื่อเตือนสติกับชาวคนรักบ้านทุกท่าน สิ่งใดที่ผิดไปแล้ว หลงไปแล้ว ก็ไม่สายหรอกครับที่จะมาทบทวนเพื่อที่จะได้ “รู้เขา รู้เรา” ก้าวไปข้างหน้าอย่าง “รู้เท่าทัน” กันครับ สัปดาห์หน้ามาดูกันต่อเป็นตอนที่ 3 กับวิสัยทัศน์ (Visionary) ของ อ.ดร.เชี่ยว ชอบช่วย ที่จะออกแบบอาคารบ้านเรือนที่ไม่บานอย่างไรจึงจะสามารถต่อกรกับอุทกภัยธรรมชาติ จะมีสาระน่ารู้น่าสนใจเพียงไร ก็ติดตามกันต่อไปในสัปดาห์หน้าครับ



