
กทม.เตรียมฟังความคิดเห็นปรับปรุงพ.ร.บ.กทม.ปี28
กทม.เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไขปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.กทม.ปี 28 ระหว่างวันที่ 23พ.ย.53-27 ม.ค. 54 สุขุมพันธุ์ บอกกม.ใหม่ให้อำนาจ กทม.เก็บภาษีน้ำมัน บุหรี่ โรงแรม พร้อมตั้งองค์กรมหาชน จัดทำบริการสาธารณะ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 พ.ย. ที่ศาลาว่าการ กทม. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นประธานแถลงข่าวการเปิดรับฟังความคิดเห็นการแก้ไข ร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร(ฉบับที่...) พ.ศ....โดยมีนายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ ปลัดกรุงเทพมหาครและ รศ.วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ร่วมแถลงข่าวด้วย
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า กทม.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการ กทม. โดยมีศาสตราจารย์ จรัส สุวรรณมาลา เป็นประธานกรรมการฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพร้อมยกร่าง พ.ร.บ.กทม.ใหม่ ทั้งนี้ การที่ กทม.เสนอให้ปรับปรุงพ.ร.บ.กทม. พ.ศ. 2528 เนื่องจากกฎหมายมีความล้าสมัยไม่มีการแก้ไขปรับปรุงเลยตลอดเวลา 26 ปีตั้งแต่บังคับใช้กฎหมาย ขณะเดียวกันโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและกว้างไกล นอกจากนี้ พ.ร.บ.ปี 2528 ไม่สอดคล้องกับกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 และ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ดังนั้นมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุง โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา กทม.ได้ทำความตกลงเบื้องต้นกับสถาบันพระปกเกล้า ให้เป็นผู้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นประชาชน เพื่อเป็นการเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นเวลา 2 เดือน หลังจากนั้นจะแก้ไขปรับปรุงตามที่ได้รับฟังความคิดเห็นมาพอสมควร และตนจะนพเสนอกระทรวงมหาดไทย เสนอคณะรัฐมนตรีและนำเข้าสภาต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า สาระสำคัญของ ร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีการให้อำนาจผู้ว่าฯ มากขึ้นอย่างไร ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ให้เรื่องภาษีมากกว่าเดิมในแง่ของการจัดเก็บภาษีบางประเภทได้ ซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ทำได้ตั้งแต่ปี 2542 เช่นภาษีน้ำมัน ภาษีบุหรี่ภาษีโรงแรม เป็นต้น อย่างไรก็ตามในแง่กระทรวงมหาดไทยไม่ได้เป็นผู้ควบคุมอีกต่อไป แต่เป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งตนคิดว่าสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพราะผู้ว่าฯกทม. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 4 ล้านกว่าคน ดังนั้นก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และแน่นอนว่าเมื่อผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะมีการแก้ไขอีกก็เป็นอำนาจ หน้าที่ของรัฐสภาอยู่แล้ว ดังนั้นต้องดูอีกที
“ผมมองว่าถ้ามีใครข้องใจว่าผมไม่อยากอยู่ใต้ มหาดไทยหรือไม่นั้น ผมก็ให้มีบทเฉพาะกาลได้เลยว่า ไม่ต้องใช้ในวาระของผู้ว่าฯ ปัจจุบัน ให้ผู้ว่าฯคนปัจจุบันหมดวาระไปก่อน เดี๋ยวก็จะมีการกล่าวหาว่าผมไม่สบายใจที่จะอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ กฎหมายนี้จะต้องอยู่ต่อไป ผมไปแล้วคนที่มาแทนผมก็ต้องใช้ต่อไป ดังนั้นถ้ารัฐสภาไม่สบายใจก็มีบทเฉพาะกาลได้ว่ากฎหมายไม่มีผลใช้ในวาระของผู้ว่าฯคนปัจจุบันก็ได้ครับไม่มีปัญหา” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวและว่า
ดังนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัวหรือเป็นเรื่องอยากมีอำนาจ แต่เป็นเรื่องของเหตุและผล และปรับพ.ร.บ. ที่มีความสำคัญให้สอดคล้องกับโลกของความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นนี้ ถือเป็นกระบวนการที่ดีที่สุดแล้ว ส่วน ครม.จะคิดยังไง รัฐสภาจะคิดยังไงก็ว่ากันไปตามหน้าที่ ซึ่งคาดว่าหลังจากรับฟังความคิดเห็นแล้วจะใช้เวลาไม่นานเพราะมีประเด็นในการแก้ไขปรับปรุงไม่กี่ประเด็นเท่านั้น ส่วนตัวมองว่าประเด็นเรื่องรองผู้ว่าฯเพิ่มขึ้นจาก 4 เป็น 6 คนนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะ 4 คนนี้เห็นว่าน้อยไปด้วยซ้ำ แต่บางประเด็นอาจจะมีข้อถกเถียงกันมากพอสมควร ดังนั้นจึงคิดว่าจะใช้เวลาในการแก้ไขปรับปรุงไม่นาน
เมื่อถามว่า มีประเด็นใดที่คิดว่าแก้แล้วจะเป็นประโยชน์กับการพัฒนาเมืองบ้าง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เรื่องจัดเก็บภาษี คิดว่าอย่างน้อยที่สุดภาษีโรงแรมก็ไม่ได้กระทบกระเทือนพี่น้องประชาชนในแง่ของการเพิ่มภาระภาษีให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งต่างจังหวัดก็ทำกันอยู่แล้ว และว่า นอกจากนี้จะมีเรื่องรูปแบบการจัดบริการจะช่วยให้กทม.มีอำนาจมากกว่าเดิม
เมื่อถามว่า ประเด็นที่จะให้อำนาจกทม.ในการจัดทำบริการสาธารณะเรื่องนี้จะมีปัญหาภาระงานที่ทับซ้อนและกระทบกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ประเด็นนี้จะเปิดกว้างเอาไว้ ในอนาคตถ้าจะมีการตกลงกันว่าจะให้กทม.ให้บริการในด้านอื่นได้อย่างไรก็เปิดกว้างเอาไว้ ตนจึงบอกว่าไม่ได้เจาะจงเฉพาะว่าตนอยากมีอำนาจ แต่ต้องเป็นกฎหมายที่จะนำไปใช้ได้อีกนาน ไม่ใช่เฉพาะ 2 ปีที่เหลือนของตน แต่อีก10-20 ปีก็น่าจะใช้ได้ถ้ากฎหมายดีพอ
นายเจริญรัตน์ กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. 2553- 27 ม.ค.2554 ซึ่งมีกลุ่มคนที่หลากหลายถึง 8 กลุ่ม จำนวน 1,700 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงขอเชิญชวนประชาชนทุกภาคส่วนทุกหน่วยราชการ และสื่อมวลชนร่วมกันแสดงความคิดเห็น ซึ่งข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะความต้องการของทุกท่าน กทม. จะรับมา เพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุดมีหวังว่าเมื่อแก้ไขแล้วจะทำให้การบริหารงานของกรุงเทพมหานครเป็นไปอย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพมีความเป็นเอกภาพสามารถแก้ไขปัญหาของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป สำหรับผู้สนใจร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถสำรองที่นั่งได้ที่กองระบบงาน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร(ก.ก.) หมายเลขโทรศัพท์ 0 2224 3727 และ 0 2226 3745 หรือสายด่วน 1555 ทั้งนี้หากผู้ใดติดภาระกิจไม่ได้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น สามารถแสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ของกทม. www.bangkok.go.th/pollkk หรือส่งความคิดเห็นมาได้ที่ สำนักงาน ก.ก. เลขที่ 173 ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร กทม. 10200 หรืออีเมล์ [email protected] ภายในวันที่ 27 มกราคม 2554
ด้าน รศ.วุฒิสาร กล่าวว่า ร่างดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จส่งกทม.ได้ในเดือน ก.พ.2554 ซึ่งกทม. จะเสนอไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนำเข้าคณะรัฐมนตรีผ่านรัฐสภาต่อไป ส่วนสาระสำคัญของร่างกฎหมายที่เขียนให้ กทม.มีอำนาจในการให้บริการสาธารณะนั้น เป็นเพราะเมืองใหญ่ทั่วโลกมีหน้าที่รับผิดชอบเองทั้งหมดแล้ว แต่ในส่วนของ กทม.อาจไม่ใช่ทั้งหมด เราเพียงเขียนเปิดไว้เท่านั้น ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าหลายเรื่องการแก้ปัญหาไม่ทันสมัย ดังนั้นจะต้องมองในเชิงรุก ด้วยการจัดตั้งองค์กรมหาชน เพื่อมาดูแลบริการสาธารณะ เช่น ขสมก. ควรต้องมาอยู่กับ กทม.หรือไม่ เป็นต้น แต่ถ้าถามความพร้อมตนคิดว่าศักยภาพของ กทม. ในเชิงการเงินการคลังและความเป็นมหานครของประเทศก็พร้อมที่จะปรับ แต่จะไปได้เร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับนโยบายทางการเมืองด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นสำคัญในการแก้ไขเพิ่มเติมของร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (ฉบับที่..) พ.ศ.... ประกอบด้วย ประเด็นที่ 1 ปรับปรุงการบริหารราชการของกรุงเทพมหานครบนพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ด้วยการให้บริการที่มุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนเป็นสำคัญ
ประเด็นที่ 2 ปรับปรุงบทบาทและอำนาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครตามหลักการกระจายอำนาจ โดยมุ่งให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่กรุงเทพฯ มากขึ้น ประเด็นที่ 3 เพิ่มบทบาทของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในการบริหารราชการเมืองด้วยความโปร่งใส โดยกำหนดให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องแถลงนโยบายและชี้แจงการดำเนินงานตามนโยบายต่อสภากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันเข้าปฏิบัติงาน เพื่อให้สภากรุงเทพมหานครและประชาชนตรวจสอบติดตามการทำงานตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้อย่างเป็นระบบ และมีกฎหมายรองรับ
ประเด็นที่ 4 เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติราชการของสำนักงานเขตและสภาเขต โดยกำหนดให้สำนักงานเขตเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสภาเขตทำหน้าที่ให้ข้อแนะนำการจัดทำแผนพัฒนาเขตและเสนอร่างข้อบัญญัติ กทม. ที่มีความจำเป็น ประเด็นที่ 5 ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับสภากรุงเทพมหานครให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง การประชุม การยุบสภา รวมทั้งปรับการบริหารสภากรุงเทพมหานคร โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความมีคุณธรรม จริยธรรม ในระดับสากลเช่นเดียวกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อป้องกันการกระทำอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ส่วนรวม ประเด็นที่ 6 ตั้งองค์กรเพื่อจัดทำบริการสาธารณะ โดยให้อำนาจกรุงเทพมหานครตั้งองค์กรในรูปแบบบริษัทจำกัด วิสาหกิจ สหการ บรรษัทบริหาร และองค์การมหาชน เพื่อให้สามารถจัดทำบริการสาธารณะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างคล่องตัว และรวดเร็วยิ่งขึ้น
ประเด็นที่ 7 เพิ่มแหล่งรายได้ โดยให้กรุงเทพมหานครสามารถจัดตั้งองค์การมหาชนให้เอกชนจัดบริการสาธารณะหรือจัดตั้งบรรษัทได้ ประเด็นที่ 8 การบริหารภายในมีประสิทธิภาพ เพื่อให้กรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมได้เพิ่มขึ้น เช่น น้ำมัน ยาสูบ ค่าธรรมเนียมสนามบิน ค่าธรรมเนียมจากผู้พักในโรงแรม ประเด็นที่ 9 กทม.กับรัฐบาล โดยปรับระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับ กทม. ให้สอดคล้องกับหลักการปกครองและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลเท่าที่จำเป็น เพื่อตรวจสอบความชอบของการกระทำของกรุงเทพมหานคร และประเด็นที่ 10 กทม.กับท้องถิ่นอื่น โดยเพิ่มกลไกให้ กทม.สามารถจัดทำบริการสาธารณะนอกเขตได้ เพื่อนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดในการจัดทำบริการสาธารณะ ในกรณีพื้นที่หรือภารกิจเกี่ยวเนื่องกัน ตลอดจนสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานของท้องถิ่นอื่นได้ตามความเหมาะสม



