
เชื่อปีหน้าเอกชนขนเงินลงทุนเพียบฉวยจังหวะบาทแข็ง-มองแนวโน้มดีเศรษฐกิจดี
"ไตรรงค์" ชี้ปีหน้าไทยยังเผชิญทุนไหลเข้า ด้านบิ๊กเอกชนมองเศรษฐกิจยังเติบโต 4-5% เชื่อการลงทุนกระเตื้องขึ้นมาก มองเป็นจังหวะดีอาศัยช่วงเงินบาทแข็งค่าลงทุนเพิ่ม อสังหาฯ เล็งขยายออกนอกประเทศ
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ “Let’s Set Thailand Forword” ในงานมหกรรมการลงทุน SET In The City 2010 ว่า ในปีหน้าไทยยังคงเผชิญกับภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปยังไม่ฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง และต้องยอมรับว่าไทยคงไม่สามารถหยุดเงินทุนไหลเข้าได้ ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องมีมาตรการดูแลเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ช่วยให้เอกชนไทยแข่งขันกับประเทศคู่แข่งและคู่ค้าได้
นายกานต์ ตระกูนฮุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าน่าจะเติบโตได้ในระดับ 4-5% ขณะที่เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียก็มีแนวโน้มเติบโตดี จึงถือเป็นโอกาสดีที่ภาคเอกชนจะลงทุนมากขึ้นในปีหน้า อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ทำให้ไทยเราจำเป็นต้องปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเอเชียจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก ซึ่งสิ่งสำคัญคือ ควรมีการทำวิจัยและพัฒนาควบคู่กันไปด้วย
สอดคล้องกับความเห็นของนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มองว่าเศรษฐกิจเอเชียมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในปีหน้า ซึ่งปัจจุบันภาคเอกชนในประเทศไทยก็หันมาค้าขายในภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นจังหวะดีที่จะใช้โอกาสนี้ในการลงทุน ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ในปีหน้าจะเห็นองค์กรหรือบริษัทใหญ่ๆ มีการลงทุนกันมากขึ้น
นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีหน้าเชื่อว่าจะเติบโตได้ในระดับ 4-5% ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ผู้ประกอบการลงทุนมากขึ้น โดยในส่วนของภาคอสังหาริมทรัพย์นั้น เชื่อว่าจะลงทุนมากขึ้น และอาจมีการขยายการลงทุนไปต่างประเทศด้วย
ขณะที่ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ไทยมีความจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนใน 3 เรื่อง เพื่อรองรับการแข่งขันในภูมิภาคเอเชียที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยทั้ง 3 เรื่อง ได้แก่ การลงทุนจากภาครัฐและเอกชน การสร้างความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนากรอบนโยบายเศรษฐกิจเชิงมหภาคให้มีความยืดหยุ่นที่มากขึ้น



