ข่าว

น้ำท่วมฉุดคนเที่ยวลอยกระทงลดคาดเงินสะพัด9.7พันล้านเหตุค่าใช้จ่ายแพงขึ้น

น้ำท่วมฉุดคนเที่ยวลอยกระทงลดคาดเงินสะพัด9.7พันล้านเหตุค่าใช้จ่ายแพงขึ้น

19 พ.ย. 2553

น้ำท่วมฉุดเทศกาลลอยกระทงไม่คึกคัก คาดเงินสะพัด 9.7 พันล้านบาท สวนทางเศรษฐกิจฟื้นตัว ชี้หากสถานการณ์ปกติยอดใช้จ่ายทะลุหมื่นล้านบาท เผยสำรวจคนภาคกลางพอใจความช่วยเหลือของรัฐน้อยที่สุด ขณะที่ภาคใต้มากที่สุด

 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในวันลอยกระทงปี 2553 ว่า วิกฤติอุทกภัยและวาตภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ มีผลกระทบให้คนไทยวางแผนที่จะออกไปลอยกระทงในปีนี้ลดลง โดยมีสัดส่วนเพียง 52.7% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ส่วนผู้ที่ตอบว่าไม่ลอยกระทงมีสัดส่วนถึง 47% และไม่แน่ใจอีก 0.3% ขณะที่เมื่อปีก่อนผู้ตอบแบบสอบถามว่าจะไปลอยกระทงมีสูงถึง 75.3% ทำให้เชื่อว่าเทศกาลลอยกระทงในปีนี้ไม่น่าจะคึกคักอย่างที่ควรจะเป็น

 ทั้งนี้ คาดว่าเม็ดเงินสะพัดในช่วงเทศกาลดังกล่าวนี้จะมีมูลค่า 9,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากปีก่อนที่มีเงินสะพัด 9,300 ล้านบาท แต่หากเทียบกับกรณีที่ไม่เจอกับปัญหาน้ำท่วมแล้ว จะพบว่าการที่เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 7.3% คาดว่าจะทำให้มีเงินสะพัดทะลุหมื่นล้านบาท หรือประมาณ 10,300 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.7% ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรวมปีนี้จะอยู่ที่ 1,390.7 ล้านบาทต่อคน สูงกว่าปีก่อนที่มีมูลค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนที่ 1,272.86 ล้านบาท สาเหตุที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาสินค้าแพงขึ้น เช่น อาหาร ดอกไม้ และกระทง

 นอกจากนี้ จากการสำรวจสถานการณ์น้ำท่วมกับผลกระทบต่อผู้บริโภค กลับพบว่า ส่วนใหญ่มองว่าน้ำท่วมไม่มีผลกระทบต่อการลอยกระทง แต่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจังหวัดที่ประสบภัย รวมถึงผลกระทบต่อการบริโภค และการซื้อสินค้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจในพื้นที่ประสบภัยจะฟื้นตัวจากปัญหาน้ำท่วมได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ หรือไตรมาส 1 ปีหน้า ขณะที่จากผลสำรวจพบว่าภาคกลางมีความพึงพอใจต่อการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลน้อยที่สุด ส่วนภาคใต้มีความพึงพอใจมากที่สุด

 นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีเงินบาทที่อ่อนค่ามาแตะระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มองว่าเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น และแนวโน้มค่าเงินบาทไปจนถึงสิ้นปีนี้ จะอยู่ที่ 29-30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินบาทที่อ่อนค่าขณะนี้ มาจากความวิตกของนักลงทุนจากปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในแถบยุโรปบางประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งแก้ไขในขณะนี้ ส่วนประเด็นที่คาดว่าจีนจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อก็จะเป็นเพียงผลระยะสั้นเช่นกัน เพราะแม้ว่าจีนจะขึ้นดอกเบี้ย แต่ก็คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะยังคงเติบโตที่ 9-10% ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และจะเป็นผลดีในการชะลอปัญหาฟองสบู่ในจีนเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ คาดว่าในเดือนธันวาคมนักลงทุนจะกลับมามีความมั่นใจ ตลาดหุ้นจะกลับมาดีขึ้น และเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลง