ข่าว

 ชัยมงคลคาถา“เยธัมมาฯ”ว่าด้วย“อุทกภัย”(2)

ชัยมงคลคาถา“เยธัมมาฯ”ว่าด้วย“อุทกภัย”(2)

19 พ.ย. 2553

อาศัยหลักคิดของคาถา “เยธัมมาฯ” ที่ว่าด้วย ธรรมใดเกิดแก่เหตุ จึงสามารถฟันธงลงไปว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับอุทกภัยนี้ แท้จริงมี “ราก” มาจากโครงสร้างของเศรษฐกิจและสังคมในระบบใหญ่ที่ครอบงำทั้งประเทศอยู่ในขณะนี้

 ซึ่งผมได้พูดถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญทั้งในด้านวิสัยทัศน์ (Visionary) และกระบวนทัศน์ (Mission) ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ประเทศไทยได้พัฒนาภายใต้กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ของชาติฉบับที่ 1 อันเป็นผลพวงจากคาถา “เยธัมมาฯ” ที่ว่าด้วย “ธรรมใดเกิดแก่เหตุฯ” การแผ่ขยายอิทธิพลทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของ สหรัฐ เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ลุกเป็นไฟกันไปทั่วภูมิภาคครับ 

 ผมเรียกปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น “พาราดาร์มชิพ” ครั้งสำคัญของประเทศ ส่งผลให้เกิดวิกฤติการณ์น้ำท่วมซ้ำซากในปัจจุบัน เพราะการพัฒนาได้ทำลายสมดุลของทรัพยากรทางธรรมชาติอย่าง “ขุดรากถอนโคน” ในทุกมิติ

 จากคาถา “เยธัมมาฯ” ต้นตอของปัญหาที่แท้จริง น่าจะมาจาก การขยายตัวอย่างไร้ระเบียบแบบแผนและไร้ทิศทางของชุมชนที่เกิดขึ้นใหม่ อันเป็นผลพวงมาจากการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมในรูปแบบใหม่ ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของชุมชนเมืองเป็นผลให้มีการปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือนเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว 

 คุณกานต์ ตระกูลฮุน ผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวในงาน Sustainable Development Symposium 2010 ในตอนหนึ่งว่าด้วย Social Movement ว่าในอีก 40 ปีข้างหน้า (2050) ประชากรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,100 ล้านคน ส่วนใหญ่ (98%) มาจากประเทศกำลังพัฒนา และ สภาพเมืองจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า จากการขยายตัวอย่างไร้ระเบียบแบบก้าวกระโดดดังกล่าวนี้ เป็นผลให้โครงข่ายดั้งเดิมของแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง  อันเป็น “ของดี มีอยู่” กลับถูกถมทำลาย ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างที่เคยเป็นมาเท่าที่ควร 

 หากว่ากันตามหลักการพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ “ทุนนิยม” ที่ครอบงำโลกอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว สิ่งใดที่ไม่ใช้ประโยชน์ก็จะถูกละเลย จึงเป็นผลให้เครือข่ายแม่น้ำ ลำคลอง รวมไปถึงระบบการระบายน้ำทางธรรมชาติของคนไทยในอดีตไม่ได้รับการพัฒนา มิหนำซ้ำยังไม่ได้รับการดูแล ทะนุบำรุงรักษา โดยการขุดลอกร่องน้ำที่ตื้นเขิน เป็นผลให้ตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมลงไปทุกขณะ  อีกทั้งนักวางผังภูมิภาค นักวางผังเมือง ตลอดจนนักเศรษฐศาสตร์ที่วางแผนการพัฒนายุทธศาสตร์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมของบ้านเรากลับมองไม่เห็นคุณค่าของเครือข่ายแม่น้ำ ลำคลอง  หนองบึงอันเป็น “ของดีมีอยู่” ตลอดจนไม่สามารถเชื่อมโยงกับแนวทางในการพัฒนาชุมชนในสังคมยุคใหม่ได้

 ในเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนาชุมชนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ได้นำไปสู่การตัดถนนใหม่และการเพิ่มปริมาณเส้นทางเดินรถใหม่ๆ ที่มีมากขึ้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการขยายพื้นที่ของชุมชน ย่อมทำให้พื้นที่ราบลุ่มเดิมสำหรับการรองรับน้ำและการระบายน้ำลดลงอย่างมากในเวลาเดียวกัน นอกจากนั้นคงต้องยอมรับกันเสียทีครับว่า “โครงข่ายถนน” คือ ระบบการตัดแบ่งพื้นที่เป็นขนาดเล็กๆ จำนวนมากมาย เป็นการจำกัดประสิทธิภาพในการเคลื่อนย้ายของปริมาณน้ำจำนวนมาก ดังนั้น วิกฤติการณ์น้ำท่วม ซ้ำซากแบบฉับพลันในบางพื้นที่น่าจะเกิดขึ้นจากเงื่อนไขดังกล่าวนี้ เช่น วิกฤติการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ภายในไม่กี่ชั่วโมงที่ “หาดใหญ่” จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ไม่สามารถปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ได้ครับ

 สำหรับภูมิศาสตร์ของ ไทย ซึ่งตั้งอยู่บนเส้น “ทรอปริก-ออฟ-แคนเซอร์” เป็นบริเวณป่าฝนเขตร้อนชื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก ในภาพรวมฝนก็ยังคงตกต้องตามฤดูกาล และมีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยที่ค่อนข้างจะคงที่ หากนำไปประสานแบบ บูรณาการ กับแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน ในมุมมองที่กว้างขึ้นภายใต้กรอบของคาถา “เยธัมมาฯ” ที่ว่าด้วยความ “สัมพันธ์อย่างสมดุล” ระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ระบบแบบผสมผสานที่ว่านี้ ก็จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับการพัฒนาชุมชน ถนน แม่น้ำลำคลอง หนองบึง  อย่างสมดุลมากขึ้นและอาจจะเป็นการแก้ปัญหาอุทกภัยได้อย่างยั่งยืนครับ