ข่าว

จากลูกขุนพลอยพยักถึงมะเร็งอารมณ์ดี

จากลูกขุนพลอยพยักถึงมะเร็งอารมณ์ดี

19 พ.ย. 2553

วันก่อนในคอลัมน์ “วันเว้นวันฯ” เรื่อง “ที่จะตั้งกับที่จะนั่ง” มีคำผิดที่หลงหูหลงตาไปคำหนึ่งคือ “ลูกขุนพลอยพยัพ” ซึ่งที่ถูกต้องคือ “ลูกขุนพลอยพยัก” ครับ ผมต้องขอโทษในความผิดพลาด และขอให้คุณผู้อ่าน โดยเฉพาะเยาวชนโปรดแก้ไขตามนี้ด้วยครับ

คำว่า “ลูกขุนพลอยพยัก” นี้เป็นคำเก่า มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่าผู้ที่คอยว่าตามหรือเห็นด้วยกับผู้ใหญ่เป็นเชิงประจบสอพลอ ผมเข้าใจว่าคำนี้จะมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งระบบศาลถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นผู้พิพากษาสูงสุด แต่การพิจารณาคดีนั้นเป็นการนำแบบอย่างของอินเดียมาผสมกับไทย โดยแยกหน้าที่ออกเป็นสองส่วน คือส่วนแรกเป็นพราหมณ์ที่เชี่ยวชาญเรียกว่าลูกขุน ณ ศาลหลวง ประกอบด้วยองค์คณะ จำนวน 12 คน มีพระมหาราชครูปุโรหิต และพระมหาราชครูมหิธร เป็นหัวหน้าคณะ ลูกขุน ณ ศาลหลวง มีหน้าที่ตรวจสำนวน ชี้ตัวบทกฎหมาย และตัดสินว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก แต่อำนาจในการบังคับคดีให้เป็นไปตามกฎหมายที่ลูกขุนกำหนด เป็นของตุลาการที่เป็นคนไทย

 ต่อมาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจึงได้แยกศาลออกจากกรมลูกขุน ไปให้กรมกองต่างๆ รับผิดชอบ โดยให้เสนาบดีผู้กำกับดูแลกรมกองเหล่านั้นควบคุมติดตามการพิจารณาคดีให้เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ซึ่งระบบศาลดังกล่าวได้ใช้มาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงได้มีการปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลของไทยให้เป็นแบบตะวันตก

 ที่ยกมานี้ คิดว่าคุณผู้อ่านคงพอจะเห็นภาพของลูกขุนและการพิจารณาคดีในสมัยก่อนชัดเจนขึ้น ซึ่งในการพิจารณาคดีนั้น คงจะมีลูกขุนบางคนที่เอาแต่เออออตามความเห็นหรือคำตัดสินของหัวหน้าคณะลูกขุน โดยไม่มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง คนพวกนี้แหละครับที่ถูกเรียกว่า “ลูกขุนพลอยพยัก” ซึ่งถึงแม้เมืองไทยจะเลิกใช้ระบบลูกขุนมานานแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่ทำตัวแบบนี้อยู่อีกไม่น้อยเลยละครับ

 อีกเรื่องหนึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพระประวัติพระองค์เจ้าดิลกนพรัตน์ ที่ลงพิมพ์ในคอลัมน์ “วันเว้นวันฯ” เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีนี้ ซึ่งคุณผู้อ่านที่ใช้นามแฝงว่า “หุ้มแพร” ได้กรุณาแจ้งมาให้ทราบว่า เจ้าทิพเกษร พระมารดาของพระองค์เจ้าดิลกนพรัตน์ “เป็นธิดาเจ้าหนานมหาวงศ์กับเจ้าหญิงสุวรรณา ธิดาเจ้าน้อยมหาวงศ์” และที่ว่า พระองค์เจ้าดิลกนพรัตน์ ทรงอภิเษก (บางแห่งว่าทรงหมั้น) กับ เจ้าสิริบังอร ณ เชียงใหม่ นั้น ที่ถูกต้องคือ “เจ้าหญิงสิริมา ธิดาเจ้าน้อยธรรมวงษา” ซึ่งผมต้องขออภัยท่านผู้อ่าน และขอขอบคุณคุณ “หุ้มแพร” เป็นอย่างมากครับ

 ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแนะนำหนังสือดี สัก 2 เล่มครับ เล่มแรกเป็นผลงานของ คุณไมตรี ลิมปิชาติ นักเขียนอารมณ์ดี อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กับผลงานเล่มล่าสุด “มะเร็งอารมณ์ดี” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วสี ครีเอชั่น เป็นหนังสือที่อ่านแล้วมีความสุขทั้งคนที่เป็นมะเร็งและไม่เป็นมะเร็ง เล่มที่สองเป็นผลิตผลทางวรรณกรรมจากค่ายนักเขียนกรมการปกครอง คือ “สายน้ำไม่ไหลกลับ” เป็นที่ทราบกันดีในหมู่นักอ่านว่า กระทรวงมหาดไทยนั้น ไม่เคยขาดนักเขียนมือดี ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง จนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ที่พอจะนึกได้ตอนนี้ก็อย่าง คุณวิญญู อังคนารักษ์ คุณปัญญา ฤกษ์อุไร คุณอนันต์ แจ้งกลีบ คุณบุญโชค เจียมวิริยะ และคุณเฉลิมศักดิ์ แหงมงาม เป็นต้น

 และในหนังสือ “สายน้ำไม่ไหลกลับ” เล่มนี้ ก็มีนักปกครองรุ่นใหม่หลายคนที่ส่อแววจะสืบทอดเจตนารมณ์ของนักเขียน-นักปกครองรุ่นก่อนได้ดี หนังสือเล่มนี้ไม่มีวางจำหน่ายครับ ท่านที่สนใจคงต้องติดต่อกับสำนักยุทธศาสตร์และบริหารราชการอำเภอ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดูเอง