ข่าว

6เดือนราชประสงค์“ฤาทักษิณจะอัสดง”

6เดือนราชประสงค์“ฤาทักษิณจะอัสดง”

19 พ.ย. 2553

ย้อนกลับไป 6 เดือนที่แล้วกองทัพประชาชนในนาม “คนเสื้อแดง” ได้เคลื่อนพลบุกกรุง ปฏิบัติการเขย่าขวัญรัฐบาลอยู่ที่กลางแยกราชประสงค์ แต่มาถึงวันนี้สถานการณ์พลิกกลับตาลปัตร จากเป็นต่อกลับตกเป็นรองแทบทุกด้าน

ความแข็งแกร่งที่เคยมีหายไปพร้อมๆ กับแกนนำที่ถูกจับยัดคุกตาราง ที่ไม่โดนจับก็หลบหนีหัวซุกหัวซุน ขณะที่รัฐบาลกระชับอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับผบ.ทบ.คนใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เล่นบทบู๊ไม่เปิดช่องให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวได้ตามอำเภอใจเหมือนเดิม

 ในวันที่ “คนเสื้อแดง” สภาพใกล้เคียงกับคนแพแตก “สมบัติ บุญงามอนงค์” เอ็นจีโอหนุ่ม ก็ปรากฏตัวขึ้นถือธงนำมวลชนปฏิบัติการทางการเมืองแบบ “ฉีกกรอบ” มุ่งหน้าเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะเน้นการโชว์ศักยภาพมวลชนอย่างที่ “สามเกลอ” เคยทำ มีทั้งปั่นจักรยาน ผูกผ้าแดง เต้นแอโรบิก แต่งชุดผี

 ครบรอบ 6 เดือน ได้เวลาจับชีพจรคนเสื้อแดง ผ่านบทบาทของ “สมบัติ” กับภารกิจกอบกู้ขบวนการเสื้อแดงให้รอดปากเหยี่ยวปากกา ท่ามกลางความระแวงของ “บางฝ่าย” ที่กำลังเพ่งเล็งว่าเขากำลังมาถอดรื้อโครงสร้างนปช.จากหน้ามือเป็นหลังมือ

 "อย่าเรียกว่ารื้อเลย เรียกว่าเข้ามาเสนอโมเดลมากกว่า เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเสนอรูปแบบการนำ นปช.ก็เลยโตไปแบบนี้ คนที่มีกำลังมากกว่าก็เลยฟัดกันเต็มเหนี่ยว แย่งกันขึ้นไปนำอยู่ข้างบน แต่พอมองลงมาข้างล่างจนถึงมวลชน มันโล่งๆ ไม่มีกลไกอะไรลงมาจัดการเลย” สมบัติ ออกตัว

 "เอ็นจีโอหนุ่ม" วิจารณ์โครงสร้างการนำมวลชนเสื้อแดงที่ผ่านมา ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เน้นสั่งการแบบแนวดิ่ง แม้แต่ระบบการนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังมีความเป็นประชาธิปไตยสูงกว่า เพราะมีองค์กรอื่นมีส่วนร่วมตัดสินใจ นปช.มีโครงสร้างการนำที่จำกัดวงแคบเน้นสั่งการจากบนลงล่าง เพราะโครงสร้างเหมือนกองทัพ เพื่อใช้รบกับอำนาจรัฐมากกว่าจะยกระดับมวลชนคนเสื้อแดงให้มีคุณภาพอย่างแท้จริง

 “การนำแบบนปช. เพราะคิดเรื่องการเอาชนะ ต้องการยึดอำนาจรัฐเท่านั้น คนที่อยู่ข้างบนมีอำนาจสูงสุด ทั้งที่โครงสร้างของระบอบบประชาธิปไตยจริงๆ คือคนส่วนใหญ่ ซึ่งก็คือ “เบี้ย” เป็นตัวละครในโครงสร้างเชิงดิ่ง แต่การสร้างประชาธิปไตยต้องเปลี่ยนรูปการณ์จิตสำนึกของประชาชน ไม่ใช่แค่ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ต้องเปลี่ยนจิตสำนึกของเบี้ยให้เป็นพลเมือง”

 "สมบัติ" พกเอาความร้อนแรง เข้ามาจัดการขบวนคนเสื้อแดง บนฐานคิดที่ว่าก่อนจะสร้างประชาธิปไตยในสังคม ต้องเริ่มสร้างประชาธิปไตยจากภายในก่อน เขาต้องการสร้างมวลชนให้ลุกขึ้นมานำด้วยตนเอง พลิกเส้นทางการนำแบบ “แนวตั้ง” มาเป็น “แนวนอน” เน้นดึงความคิดและศักยภาพของคนเสื้อแดงที่กระจัดกระจายถูกนำมาใช้อย่างเต็มขีดความสามารถ ไม่ใช้อำนาจนำสั่งซ้ายหันขวาหันจำกัดอยู่ในคนวงแคบๆ

 “เพื่อนผมที่เป็นคนเสื้อแดงเขามีศักยภาพทำอะไรได้มากมาย แต่พอไปนั่งชุมนุมทำได้แค่นั่งตีมือตบเท่านั้น เพราะโครงสร้างไม่เปิดให้เขาทำอะไรได้เลย แต่วันนี้ผมเปิดให้ทุกคนได้คิดได้ทำ ปรากฏว่ามีการขับเคลื่อนด้วยวิธีการต่างๆ เต็มไปหมด หลายเรื่องผมไม่ได้คิดเองอย่างการแต่งผี หรือวาทกรรมที่นี่มีคนตาย บรรดามวลชนก็คิดขึ้นมาเอง มันต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้คิดได้ทำ นี่สิถึงเรียกว่าประชาธิปไตย”

 สิ่งที่ท้าทายภารกิจของ “สมบัติ” คือการฟันฝ่าจากข้อครหา “สู้เพื่อทักษิณ” ที่ผ่านมามันกลายเป็นวาทกรรมที่ทิ่มแทงเหมือน "หนามตำใจ” กดทับคนเสื้อแดงให้เดินไปข้างหน้าอย่างไม่เต็มภาคภูมิ ที่ผ่านมาไม่มีใครที่จะกระชากขบวนคนเสื้อแดงให้โงหัวขึ้นมาประกาศอิสรภาพแห่งขบวนการภาคประชาชน จาก "นายใหญ่” ได้สำเร็จ

 แต่ "สมบัติ" ประกาศชัดเจนว่าขบวนเสื้อแดงในความฝันของเขาจะต้องหลุดพ้นจากการต่อสู้เพื่อ "ทักษิณ" พร้อมย้ำว่าวันนี้ "ทักษิณ" ใกล้ที่จะหมดสภาพการนำคนเสื้อแดงเต็มที

 “สำหรับทักษิณ ผมว่าเขาหมดเวลาแล้ว คุณได้ใช้เสื้อแดงจนถึงที่สุดแล้ว วันนี้มวลชนอาจข้ามทักษิณไปไม่หมด แต่ก็ข้ามมาได้ครึ่งลำแล้ว ถ้ายังเคลื่อนอีกสัก 4-5 ปี หมดขบวนแน่นอน คนที่ก้าวหน้ามากๆ ไม่ได้คุยเรื่องทักษิณแล้ว แต่แน่นอนว่าคนเสื้อแดงไม่น้อยที่ยังคิดว่าทักษิณคือแรงบันดาลใจในวันที่ไม่มีใคร แต่นี่ 4 ปีเข้าไปแล้วเขาคิดว่าเขาอยู่กันได้โดยที่ไม่มีทักษิณ"

 หลังจากปรับรูปขบวนคนเสื้อแดงให้เป็นแนวนอนไม่ใช่แนวดิ่งแล้ว “สมบัติ” บอกปีหน้าจะเปิดโรงเรียนแกนนอนทั่วประเทศเป็นการต่อยอดโมเดลโรงเรียนนปช.ที่เคยทำมา จังหวะก้าวของ “สมบัติ” หลังจากนี้น่าสนใจว่าผู้มีบารมีและผู้ที่เคยมีบารมีในมวลหมู่คนเสื้อแดง เห็นการเคลื่อนไหววันนี้แล้วจะมีปฏิกิริยาอย่างไร เพราะในเสื้อแดงก็มีกลุ่ม “อำนาจเก่า” ที่พยายามเหนี่ยวรั้งมวลชนเอาไว้ในอุ้งมือไม่ให้แตกทัพไปไหน “สมบัติ” จะทนแรงเสียดทานได้แค่ไหนต้องดูกันต่อไป

เสถียร วิริยะพรรณพงศา