
แม่น้ำโขงที่อุบลฯลดระดับวันละ30ซม.
น้ำโขงในพื้นที่จ.อุบลราชธานี ลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งพอถึงฤดูแข่งเรือ กลับไม่มีน้ำให้แข่ง โดยพบระดับน้ำลดลงเฉลี่ยวันละ 30 ซม.
ผู้สื่อข่าวรายงาน แม่น้ำโขงด้าน จ.อุบลราชธานี เมื่อ วันที่ 18 พ.ย. ที่ ท่าแม่น้ำโขง วัดพระโต บ.ปากแซง ต.พะลาน อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี พบว่า ระดับแม่น้ำโขงอยู่ในระดับครึ่งฝั่ง ในแต่ละวันน้ำจะลดแห้งลงเฉลี่ยประมาณวันละ 30 เซ็นติเมตร ทำให้พบว่าระดับน้ำโขงในปีนี้คงจะแห้งขอดเหมือนเช่นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ นายพรมมา เกตุงาม อายุ 64 ปี ข้าราชการครูบำนาญ และประธานชมรมเรือใหญ่บ้านปากแซงเปิดเผยว่า น้ำโขงในปีนี้ นับว่ามีความผิดปกติ ลักษณะคล้ายกับเมื่อครั้งต้นปีที่ผ่านมา คือพอถึงฤดูกาลของเดือนนี้ นับว่าเป็นห้วงของประเพณีแข่งขันเรือยาว ระดับน้ำจะมากกว่านี้ แต่มาปีนี้ ระดับน้ำโขงกลับลดลงเร็วอย่างผิดปกติ เฉลี่ยวันละคืบ ถ้าหากเป็นเช่นนี้ คาดว่าอีกไม่นานน้ำโขงจะต้องแห้งขอดเป็นแน่ หากเป็นเช่นนั้นจริง เชื่อว่าความเดือดร้อนหลายสิ่งหลายประการจะต้องเกิดขึ้นย่างแน่นอน
นายชัยธวัชร ทองโสภา รองนายก อบต.พะลาน อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา หมู่บ้านที่อยูในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ตลอดทั้งหมู่บ้านอื่นๆทั่วไป ต่างก็ได้รับผลกระทบกันมาก โดยเฉพาะในเรื่องน้ำ อุปโภคและบริโภค พื้นที่รับผิดชอบ มีอยู่ 13 หมู่บ้าน รถบรรทุกน้ำมีอยู่คันเดียว ในแต่ละวันต้องคอยหมูนเวียนเข้าคิวกันนำน้ำไปบริการชาวบ้าน
และแหล่งงน้ำก็อยู่ไกลมาก ระยะทางตั้งแต่ 20 -30 กม. นับว่าไม่ทันเหตในการบริการ และอีกประการ พื้นที่ของ ต.พะลาน นับว่าเป็นพื้นที่อยู่ตามแนวชายแดนแม่น้ำโขง แต่กลับพากันขาดแคลนน้ำทั่วทุกหมู่บ้าน สำหรับปีนี้ ทาง อบต.ก็ได้เตรียมการเหมือนดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา คือหากหมู่บ้านใดขาดแคลนน้ำแล้ว ก็ให้รีบแจ้งให้ อบต.ทราบ โดยด่วน จะได้นำรถน้ำเข้าช่วยเหลือให้ทันต่อเหตุ
ส่วนนายเสนาะ ตันสันติ รองนายก อบจ.อุบลราชธานี เปิดเผยว่า ความเดือดร้อนของในแต่ละหมู่บ้าน ทาง อบจ.อุบลราชธานี มิได้นิ่งนอนใจ แก้ไขด้วยการ ขุดเจาะน้ำบาดาลให้ สำหรับหมู่บ้านไกลแหล่น้ำ และส่วนหมู่บ้านที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ก็จะให้ชาวบ้านได้ยืมเครื่องสูบน้ำ หมู่บ้านละ 1-2 เครื่อง ได้ทำการสูบน้ำจากแม่น้ำโขงและตามแหล่งน้ำ ห้วย หนอง ต่างๆ นับว่า เป็นการที่ได้ช่วยให้ชาวบ้านได้รอดพ้นวิกฤตไปด้วยดี ใช้งบประมาณถึงหมู่บ้านละ 1-2 แสนบาท
นายวิรัตน์ จันทร์อุตส่าห์ ส.อบต.บ้านปากแซง ต.พะลาน อ.นาตาล เล่าว่า ในงบประมาณของ ปี 54 นี้ อบต.พะลาน ได้เสนอโครงการขุดลอก บ่อ สระ หนอง ฯลฯ ให้แก่แต่ละหมู่บ้าน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน โดยจะใช้งบประมาณถึงแห่งละ 1.5 ล้านบาท พร้อมทั้งขุดเจาะน้ำบาดาล เป็นแหล่งน้ำเสริมอีกด้วย คาดว่า ปี 54 นี้ หมู่บ้านดังกล่าว จะต้องผ่านพ้นวิกฤตของการขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากลำน้ำโขงเกิดแห้งเหมือนที่ผ่านมา น้ำใต้ดินก็จะต้องแห้งขอดจามไปด้วยอย่างแน่นอน และทุกวันนี้กำลังจับตาการลดระดับของแม่น้ำโขงอยู่
หนองคายน้ำโขงเริ่มลดระดับวันละ6-10ซม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระดับน้ำโขงที่จ.หนองคายได้ลดลงเรื่อยๆ โดยวัดที่ศูนย์อุทกวิทยา อำเภอเมืองหนองคาย ได้ 3 เมตร 64 เซนติเมตร ซึ่งจากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ศูนย์อุทกวิทยาบอกว่า จากเดือนพ.ย.- ธ.ค. ระดับน้ำโขงจะลดลงวันละประมาณ 6 -10 เซนติเมตร ส่วนระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับน้ำที่มาจากจ.เชียงรายและน้ำที่ไหลมาจากประเทศ สปป.ลาว ซึ่งจะระดับน้ำที่ลดลงทำให้ลำน้ำโขงตอนจ.หนองคายในบางช่วงบางตอนเกิดมีหาดทราย เกิดเป็นดอน และสามารถมองเห็นโขดหินเร็วกว่าปกติ และเร็วกว่าปีที่ผ่านมาที่แม่น้ำโขงแห้งที่สุดในรอบหลายสิบปี โดยเฉพาะในพื้นที่อ.สังคม ซึ่งเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและอยู่ตอนบนของตัวเมืองหนองคาย
นางรัตนาภรณ์ ศรีอุปัชฌาย์ เจ้าของร้านระเบียงริมโขง อ.สังคม กล่าวว่า ปีที่แล้วถือว่าเป็นปีที่ระดับน้ำโขงน้อยที่สุดหรือเกือบแห้ง แต่ในช่วงเดือน พ.ย.ปีที่แล้วยังไม่เกิดหาดทรายกว้างใหญ่ให้เห็นเหมือนปีนี้ ซึ่งคาดว่าปีนี้จะเป็นปีที่แล้งที่สุดหากประเทศจีนไม่ปล่อยน้ำลงมา
ขณะที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงจะใช้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขงเพาะปลูกยาสูบ มะเขือเทศ และข้าวโพดฝักอ่อนซึ่งเป็นพืชอายุสั้น ระยะเวลาปลูกเพียง 3 เดือน โดยอาศัยน้ำในแม่น้ำโขงเป็นหลัก
นายอุทิศ ทองสงค์ ราษฎรบ้านแก้งใหม่ หมู่ 4 อ.สังคม จ.หนองคาย ซึ่งเป็นเกษตรรายหนึ่งที่ทำไร่ยาสูบ โดยใช้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง รวม 5 ไร่ บอกว่า ปีนี้ระดับน้ำโขงลดลงเร็วกว่าปีที่แล้ว หากน้ำลดลงเรื่อยๆ จะทำให้เกษตรกรต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายทั้งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับสูบน้ำและต้องซื้อท่อต่อยื่นลงไปในแม่น้ำโขงเพื่อสูบน้ำมาใช้ ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายและทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น.
ชาวหาดไคร้หวั่นอาชีพเก็บสาหร่ายล่มสลาย
นางมาณี ศักดิ์เรืองฤทธิ์ ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหาดไคร้ ต.เวียง อ.เชียงของ จ.เชียงราย เปิดเผยว่า กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหาดไคร้ ซึ่งมีอาชีพเก็บสาหร่ายไกในแม่น้ำโขงเพื่อจำหน่ายสดและนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆจนได้รับมาตรฐานโอทอป 4 ดาวของจ.เชียงราย กำลังประสบปัญหาหลังจากเขื่อนของจีนที่สร้างในแม่น้ำโขงทางตอนบนเแล้วเสร็จหลายจุดและเริ่มเปิด-ปิดเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเดือน ธ.ค. ปี 2552 ถึงเดือน ก.พ. 2554 เป็นฤดูที่สาหร่ายไกในแม่น้ำโขงเริ่มออก แต่ปรากฎว่ามีการปิดเขื่อนจนทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็วและลดต่ำกว่าปกติจนมีผลกระทบต่อสาหร่าย
ทั้งนี้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ลดลง ถือว่าลดมากที่สุดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 40 - 50 ปี ในปีที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรเก็บสาหร่ายได้ในปริมาณที่ลดลงเหลือเพียง 1,000 - 2,000 กก. จากเดิมเคยเก็บได้ปีละ 5,000 กก. นอกจากปริมาณสาหร่ายที่เก็บได้จะลดลง การเปิด-ปิดเขื่อนเพื่อกักเก็บน้ำไม่เป็นเวลาส่งผลให้ระบบนิเวศน์ในแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนกระทบกับสาหร่าย ที่ต้องการระดับน้ำเหมาะสมไม่ไหลแรงจนน้ำขุ่นเกิดไปและน้ำไม่ลดต่ำหรือท่วมสูงจนมิดโขดหิน เพื่อให้สาหร่ายได้รับแสงแดดเต็มที่ แต่ปรากฏว่าการเปิด-ปิดเขื่อนไม่เป็นช่วงเวลาและไม่มีการแจ้งเตือนชุมชนท้ายน้ำของจีน ทำให้สาหร่ายในแม่น้ำโขงมีสีซีดจางหรือบางช่วงก็ดำคล้ำ และมีคุณภาพหรือคุณค่าทางอาหารลดลง
นอกจากนี้เกษตรกรยังต้องปรับเปลี่ยนช่วงเวลาในการเก็บสาหร่ายเพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจีนจะปล่อยน้ำลงมาเมื่อใด บางครั้งต้องเก็บสาหร่ายในช่วงกลางคืนซึ่งค่อนข้างอันตรายมาก เพราะหากทิ้งช่วงแล้วจีนปล่อยน้ำมาก็ไม่สามารถเก็บสาหร่ายได้
"อาชีพเก็บสาหร่ายขายสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรและชาวบ้านหาดไคร้มานานหลายชั่วอายุคนตั้งแต่รุ่นปูย่า ตายาย จนเกิดการรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มเมื่อปี 2542 เพื่อนำสาหร่ายมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆจนได้รับมาตรฐานโอทอป 4 ดาวติดต่อกันกว่า 5 ปี ช่วยสร้งารายได้ให้สมาชิกกลุ่มที่มีอยู่กว่า 43 ราย และยังกระจายรายได้ให้ชาวบ้านหาดไคร้ที่มีอาชีพเก็บสาหร่าย เพราะกลุ่มจะรับซื้อสาหร่ายสด กก.ละ 40 บาท แต่หากทำความสะอาดเก็บเศษหินดินทรายออกจะรับซื้อกก.ละ 80 บาท ส่วนสาหร่ายที่ผ่านการอบแห้งแล้วจะมีราคาสูงถึง กก.ละ 1,000 บาท เพราะสาหร่ายสด 10 กก.จะอบแห้งเหลือเพียง 8 กรัมเท่านั้น "นางมาณ กล่าว
นางมาณี กล่าวอีกว่า แต่ละปีกลุ่มจะมีรายได้จากการจำหน่ายสาหร่ายสดและแปรรูปไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท แต่ปี 2552 ที่ผ่านมามีรายได้ลดลงเหลือเพียง 7 แสนบาทเท่านั้น เนื่องจากปริมาณสาหร่ายในแม่น้ำโขงลดลงเพราะผลกระทบจากโครงการเขื่อนของจีน แม้ช่วงนี้ปริมาณน้ำโขงจะลดลงแต่ยังไม่มากเท่ากับปีที่ผ่านมา ชาวบ้านที่มีอาชีพเก็บสาหร่ายไกก็วิตกกังวลและไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเอง หากสาหร่ายลดลงจนหมดไปจากแม่น้ำโขงจะไปประกอบอาชีพอะไร หลายคนมองว่าอาจต้องหันไปรับจ้างกลุ่มนายทุนที่เข้ามาลงทุนในอ.เชียงของแทน
สำหรับกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรฯ เริ่มปรับเปลี่ยนและหาช่องทางอื่นเพื่อนความอยู่รอด โดยการนำผลผลิตทางการเกษตรและผลไม้ท้องถิ่นในพื้นที่มาอบและแปรรูปเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดและรายได้ เพราะไม่มั่นใจว่าต่อไปจะมีสาหร่ายให้เก็บอีกหรือไม่ โดยเฉพาะหากเขื่อนในจีนสร้างเสร็จครบทั้งหมด และยังมีโครงการสร้างเขื่อนใน สปป.ลาวอีก



