
พบ"พ.ต.อ."โรงพักสงขลาพันช่วยลูก"ปิยะ"
กองปราบแกะรอยคดีลูก"ปิยะ"พบ"พ.ต.อ."โรงพักสงขลาใช้ชื่อซื้อรถเก๋ง 2 คัน ซ้ำช่วยย้ายทะเบียนบ้านให้ เชื่อมีข้าราชการหลายหน่วยช่วยเหลือ
เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ สุขวัฒน์ธนกุล ผกก.5 บก.ป.เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนขยายผลคดีนายชาญชัย และนางกันต์กนิษฐ์ ชิ้นศิริ บุตรสาวนายปิยะ อังกินันทน์ ร่วมกันจัดฉากสวมศพสึนามิให้กับนางกันต์กนิษฐ์ และมีการสวมบัตรประชาชนในชื่อบุคคลต่างๆ ว่าได้ทำหนังสือถึง พล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบก.ป.เพื่อขออนุมัติการตั้งคณะทำงานในการสืบสวนขยายผลประเด็นต่างๆ เนื่องจากการสืบสวนพบว่าคดีนี้มีความซับซ้อนเชื่อมโยงไปยังหลายส่วน เช่น บัตรประชาชน กรมธรรม์ และเอกสารต่างๆ รวมทั้งยังมีผู้มีอิทธิพล และคนมีสีเข้ามาเกี่ยวข้องในการให้การช่วยเหลือทั้งคู่
พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบรถเก๋งทั้งสองคันของผู้ต้องหาพบว่ามีชื่อของนายตำรวจยศ พ.ต.ท.คนหนึ่ง เป็นผู้ครอบครอง ซึ่งปัจจุบันนี้ทราบว่านายตำรวจคนดังกล่าวได้ขึ้นเป็นผู้กำกับการ สภ.แห่งหนึ่งใน จ.สงขลา และพบว่านายตำรวจคนเดียวกันนี้ยังมีส่วนช่วยเหลือนางกันต์กนิษฐ์ฯ โดยติดต่อประสานเจ้าบ้านเพื่อทำเรื่องขอย้ายที่อยู่นางกันต์กนิษฐ์ ในชื่อ น.ส.ชัยนคร ทิน่าน เข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านหลังหนึ่งในเขตบางแค กทม.ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบได้เดินทางไปสอบปากคำเจ้าของบ้านหลังดังกล่าวแล้ว
"เจ้าของบ้านให้การเบื้องต้นว่านายตำรวจคนนี้เคยช่วยเหลือเจ้าของบ้านหลังนี้สมัยเป็นรองผู้กำกับ อยู่สถานีตำรวจในพื้นที่ ต่อมานายตำรวจคนนี้ได้ติดต่อมาหาให้เจ้าของบ้านช่วยเหลือเตรียมเอกสารเกี่ยวกับบ้าน แต่ไม่ได้บอกว่าจะเอาไปทำอะไร ต่อมาถึงรู้ว่ามีชื่อ น.ส.ชัยนคร ทิน่าน มาอยู่ในทะเบียนบ้านด้วย แต่ตอนหลังทางเขตบางแคแจ้งมาว่าได้ยกเลิกบัญชีการย้ายเข้าของ น.ส.ชัยนคร เพราะมีการแจ้งเอกสารเท็จ" ผกก.5บก.ป. กล่าว
พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวด้วยว่า จากการสอบสวนยังทราบอีกว่า ระหว่างที่เขตบางแคแจ้งยกเลิกการย้ายเข้าบ้านของน.ส.ชัยนคร นั้น นางกันต์กนิษฐ์ ได้ใช้ชื่อของ น.ส.ชัยนคร ที่อยู่ในบ้านหลังดังกล่าวไปทำการเปลี่ยนชื่อเป็น น.ส.ณัฏฐ์ สิริณัฏฐ์ ที่ จ.สระบุรี เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่กำลังติดตามเส้นทางของเรื่องดังกล่าวอยู่ว่าดำเนินการได้อย่างไรและมีใครให้ความช่วยเหลือบ้าง
ส่วนของบัตรเครดิตที่ยึดมาได้จากตัวของนายชาญชัย จำนวนหลายใบนั้น พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า บัตรเครดิตเป็นชื่อบุคคลอื่นทั้งหมด และเมื่อตรวจสอบรายชื่อเจ้าของบัตรพบว่า ส่วนใหญ่ตรงกับรายชื่อของคนที่เป็นกรรการบริษัทหลายแห่งที่นายชาญชัย ได้จดทะเบียนไว้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะเร่งตรวจสอบว่าบุคคลตามรายชื่อบัตรเครดิตนั้นมีตัวตนจริงหรือไม่และมีความเกี่ยวข้องอย่างไร
ด้าน พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รอง ผบก.ป. เชื่อว่า คดีนี้มีข้าราชการจากหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง ซึ่งทางกองปราบกำลังรวบรวมหลักฐานให้แน่ชัดว่ามีใครบ้าง จากนั้นจะทำหนังสือสอบถามไปยังเจ้าพนักงานต่างๆ ที่มีรายชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงอีกครั้ง ทั้งนี้ หากทำไปโดยสุจริตก็จะเป็นผู้เสียหายที่ถูกผู้ต้องหาทั้งสองหลอกลวงซึ่งต้องไปแจ้งความไว้ แต่หากรู้เห็นด้วยจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย



