
"มาร์ค"แจง9บทบาทรัฐหลังพรบ.คลื่นความถี่บังคับใช้
"นายกฯ"แจง 9 บทบาทของรัฐหลังพรบ.คลื่นความถี่บังคับใช้ ยันแก้ไขพรบ.คอมฯ-สื่อใหม่ต้องมีกติกา
(18พ.ย.) นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาหัวข้อ “บทบาทด้านสื่อและโทรคมนาคมของรัฐบาล หลังพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯฉบับใหม่บังคับใช้” ซึ่งจัดโดยสภาวิชาชีพขาววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ว่า กฎหมายดังกล่าวเห็นชอบจากสภาฯเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและวุฒิสภาก็เห็นชอบเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่ามา ซึ่งขั้นตอนต่อไปรัฐสภาจะส่งเรื่องให้ตนนำขึ้นทูลเกล้าต่อไป
นายกฯ กล่าวอีกว่า บทบาทของรัฐบาลหลังจากมีการกฎหมายบังคับใช้นั้นตนเรียนว่ากฎหมายนี้เป็นการจัดสรรทรัพยากรสำคัญของชาติที่ต้องดำนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งเป็นกฎหมายที่มีความพยายามปรับปรุงกติกาหลังจากที่เมื่อ 10 ปีที่แล้วเรามีความพยายามสร้างองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ที่มีความอิสระมาดูแลด้านโทรคมนาคม กำกับและกิจกการวิทยุโทรทัศน์ และ 10 กว่าปปีที่ผ่านมาสาขาการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์มีปัญหามาตลอดในการที่จะมีองค์กรมาดูแล ดังนั้นตรงนี้จึงเป็นการเริ่มต้นที่จะจัดระเบียบหรือจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างไรก็ตามนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการสื่อสาร มีความสำคัญซึ่งก่อนหน้า 10 กว่าปีมีความสับสนว่าองค์กรที่เกิดขึ้นจะรับผิดชอบกำกับดูแลหรือนโยบายก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนของรัฐบาลมีนโยบายและเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่มีหน้าที่พัฒนาเครือข่ายการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้เข้าถึงอย่างเท่าเทียม
นายกฯ กล่าวอีกว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงกำหนดตัวองค์กรที่จะจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้เรามีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่ดูแลด้านโทรคมนาคม แต่จะครอบคลุมแก้ปัญหาวงกติกา รวมทั้งดูแลบางเรื่อง เช่น 3G ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนอย่างมาก และสภาวะการหลอมรวมด้านเทคโนโลยีปัจจุบัน การกำกับเนื้อหาจากใช้สื่อเหล่านี้ที่ทำให้อุตสาหกรรมเหล่านี้มีการพัฒนา ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน คุ้มครองผู้บริโภคม ไม่ให้มีการปิดกั้นการรับข้อมูลข่าวสาร
นายกฯ กล่าวถึงบทบาทของรัฐบาลว่าจะมีหลายด้านที่เป็นเรื่องสำคัญ 1. ให้มีการจัดตั้งกสทช.โดยเร็ว ซึ่งรอบ 10 ปีที่ผ่านมาชี้จัดว่าการตั้งกสทช.มีการโต้แย้ง ทำให้ล้มเหลวในการตั้งกสช.ในอดีต ซึ่งกฎหมายใหม่ก็ทำให้มีหลักประกันว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามกรอบของเวลา 2. บทบาทของเทคโนโลยีที่รัฐบาลแถลงต่อสภาฯ ทำให้มีความชัดเจนมากในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงบริการข้อมูลข่าวสารของประชาชนให้มากที่สุด โดยรัฐบาลตั้งเป้าว่าเครือข่ายข้อมูลจะสนับสนุนการศึกษา เศรษฐกิจ การทำธุรกรรม พัฒนาชีวิตของประชาชนด้านสุขภาพและระบบการให้บริการภาครัฐ รวมทั้งทำให้การแข่งขันให้เป็นธรรม เสมอภาค เพื่อแก้ปัญหามรดกในอดีตที่มีความไม่เท่าเทียมเหลื่อมล้ำในองค์กรที่กำกับดูแล 3. เรื่องของการเจรจาทำความตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งกสทช.และสำนักงานฯตามพรบ.ดังกล่าว ก็ให้ข้อมูลในการเจรจาระหว่างประเทศ ส่วนรัฐบาลเองยังต้องมีบทบาทในการทำการเจรจากับรัฐบาลและองค์กรประเทศต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกับความถี่ การกระจายเสียง เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าโครงสรางพื้นฐานจะดูแค่ภายในประเทศไม่ได้
4. การติดตามการทำงานของกสทช.ในมาตรา 76 ระบุว่ากสทช.ต้องทำรายงานประจำปีเสนอครม ซึ่งตนอาจให้กสทช.ชี้แจงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ 5. การที่เราจะต้องทำให้ประเทศเราเข้ายุคดิจิตอลอย่างแท้จริง ในการปรับแผนด้านเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยจะคำนึงผลกระทบก็เป็นอีกบทบาทที่สำคัญ 6. การกับดูแลให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เพราะปัจจุบันการใช้คลื่นความถี่ที่อยู่ในการครอบคลุมของหน่วยงานของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น แต่เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้แล้ว ก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลจะดูแลว่าหน่วยงานจะปฏิบัติตรงเจตนารมณ์ของกฎหมายในการใช้คลี่นความถี่ ซึ่งรัฐบาลก็มีหน้าที่สอดส่องให้ใช้คลื่นตามกฎหมาย
7. เรื่องของจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ แม้กสทช.รวบรวมองค์กรวิชาชีพสื่อเป็นองค์กรเพื่อทำหน้าที่ควบคุมการประกอบวิชาชีพแล้ว แต่ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่มีบทบาท เพราะหลังเกิดความขัดแย้งในสังคมตนก็เดินสายพบกับสื่อหลายแขนงเพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้การควบคุมกันเองให้องค์กรสื่อมีความเข้มแข็ง นอกจากนี้รัฐบาลกำลังจะผลักดันกฎหมายคุ้มครองวิชาชีพสื่อจากการรับฟังจากคนในวิชาชีพและจะเร่งรัดเพื่อนำเสนอต่อสภาเพื่อให้ใช้โดยเร็วเพื่อเพิ่มหลักประกันเรื่องเสรีภาพ
8. พระราชบัญญัติว่าการด้วยกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ มีการโต้ยแย้งว่าต้องมีการทบทวนแนวทางการใช้กฎหมายฉบับนี้ ที่เป็นบทบาทของรัฐบาลต่อไป และ 9. สุดท้ายการจัดระบบการใช้สื่อสมัยใหม่ เพราะการสื่อสารของสังคมเป็นช่องทางที่ประชาชนใช้สื่อสารกระจายข้อมูลถึงกันและกันโดยไม่ผ่านตัวกลาง ซึ่งตนพูดกับคนในวิชาชีพว่า เสมือนว่าประชาชนที่เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ทำตัวเป็นสื่อทั้งหมด ทำให้เกิดปัญหา เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนวิชาชีพและไม่ใช่มืออาชีพ แต่เผยแพร่ข่าวไม่แพ้สื่อ จึงจำเป็นที่สังคมและรัฐบาลต้องวางเนวทาง ให้มีมารยาทและกติกาในการใช้สื่อเหล่านี้ไม่ให้ละมิดสิทธิ์ ที่มีความอันตรายกระทบความมั่นคงและประโยชน์ของส่วนรวม
“ ขอย้ำอีกครั้งว่าการให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดจากการบริการสาธารณะ ผมหวังว่าสมาคม ผู้ปฏิบัติ นักวิชาการที่สนใจเรื่องนี้ต้องการเห็นความเป็นธรรมโปร่งใส และนำไปพัฒนาจิตสำนึกให้อยู่ภายใต้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด”นายกฯ กล่าว



