
"อำพล"องคมนตรีวอนขรก.วางตัวเป็นกลาง
"อำพล เสนาณรงค์"องคมนตรี ชี้แจงองคมนตรีเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ พร้อมขอให้ข้าราชการวางตัวเป็นกลางและดำเนินรอยตามพระยุคลบาท อนุพงษ์แจง ผบ.หน่วยเคลียร์เอี่ยวการเมือง ลั่นทำทุกอย่างเพื่อชาติ แต่ไม่ได้ตัดสินใจเอง สุดารัตน์ปัดขึ้นเวทีเสื้อแดงแต่จะยืนข้างปชชถ้
นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อชาติและประชาชน" ระบุว่า ในฐานะองคมนตรีต้องระวังเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ทั้งเรื่องการแต่งกาย การพูดจา เล่าเรื่องราวต่างๆ พร้อมทำความเข้าใจว่า องคมนตรีเป็นองค์กรในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2550 บัญญัติไว้หลายมาตราที่เกี่ยวเนื่องกับองคมนตรี และมาตรา 13 ระบุว่าการจะให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่งให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศรัย และมาตรา 14 ระบุว่าองคมนตรีไม่ฝักใฝ่พรรคการเมืองใด การพูดครั้งนี้เพื่อจะบอกให้ข้าราชการซึ่งบางคนอาจไม่รู้ ได้รู้ว่าองคมนตรีเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญและอยู่ในกฎหมาย
นายอำพล ยังขอให้ข้าราชการไทยวางตัวเป็นกลาง และดำเนินรอยตามพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นแบบอย่างในด้านการปกครองอันเยี่ยมยอด ทั้งเรื่องความประหยัด เศรษฐกิจพอเพียง อดทนอดกลั้น มีธรรมะ มีสมาธิ ควรที่ข้าราชการต้องยึดถือปฏิบัติตาม โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่บ้านเมืองต้องเผชิญกับความแตกแยก ยิ่งต้องสนองพระราชดำริต่าง ๆ ให้มากขึ้น
นายอำพล ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมเรื่องสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่มีการโจมตีองคมนตรี ว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะคิดแตกต่างกัน และมีสิทธิที่จะพูดโดยเสรี แต่ต้องเอาข้อเท็จจริงไปศึกษาดูแล้วทุกคนจะเข้าใจ โดยขอให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย
“อนุพงษ์”แจง ผบ.หน่วยเคลียร์เอี่ยวการเมือง
พ.อ.ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก แถลงภายหลังการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) ว่า ในช่วงท้ายการการประชุม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พูดกับผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ถึงบทบาทกองทัพบกต่อสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันว่า การดำเนินการทุกอย่างของกองทัพบกจะยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและสังคมโดยรวม กองทัพมีจุดยืนชัดเจนว่าเป็นองค์กรที่เป็นกลาง ไม่เข้าข่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยจะประคับประคองสถานการณ์ของชาติให้ผ่านพ้นวิกฤติทางความคิด เพื่อเข้าสู่ความสมัครสมานสามัคคีสังคมเป็นสุข โดยขณะนี้การปฏิบัติการของกองทัพบกในการดูแลบ้านเมืองเป็นเพียงผู้ช่วยเจ้าพนักงานดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ราชการ
“ที่ประชุมไม่มีการพูดถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ย้ำว่ากองทัพมีจุดยืนตลอดว่าจะไม่ให้เกิดการปะทะกันของประชาชน ดังนั้น กองทัพจะไม่มีการใช้ความรุนแรงหรือใช้กำลังกับประชาชน ทหารมีหน้าที่ดูแลสถานที่ราชการเท่านั้น ขณะนี้กำลังทหารลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากเดิมที่ใช้ 21 กองร้อย ดูแลสถานที่สำคัญต่างๆ แต่กำลังส่วนใหญ่อยู่ภายในทำเนียบรัฐบาล ส่วนกำลังรอบนอกเป็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจรับผิดชอบ เพราะประเมินว่าสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว” พ.อ.ศิริจันทร์ กล่าว
เมื่อถามว่า เวทีคนเสื้อแดงมีการพาดพิงกองทัพ พ.อ.ศิริจันทร์ กล่าวว่า เป็นการอนุมานไปเอง ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ พูดในที่ประชุมว่า ตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 มีอะไรเกิดขึ้น มีอะไรกดดันที่ทำให้กองทัพต้องตัดสินใจบ้าง และสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้กองทัพทำอะไรบ้าง ที่ผ่านมามีใครกล่าวหาอะไร ซึ่ง ผบ.ทบ.อธิบายให้เกิดความเข้าใจในที่ประชุมว่า ทุกอย่างไม่ได้ตัดสินจากตัวท่าน แต่ตัดสินบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของชาติ แต่ทำอะไรต้องมีกฎหมายรองรับ
สุดารัตน์ปัดขึ้นเวทีเสื้อแดงแต่จะยืนข้างปชชถ้าปฏิวัติ
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ตนยังไม่ได้นัดหมายกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อขึ้นเวทีชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลาอันใกล้นี้ แต่หากเมื่อใดก็ตาม ที่รัฐบาลใช้กำลังกับกลุ่มผู้ชุมนุมหรือเกิดการรัฐประหาร ตนพร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างประชาชนในการต่อสู้เพื่อรักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทันที
"ส่วนสาเหตุที่งยังไม่คิดก้าวขึ้นเวทีกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น เป็นเพราะจุดยืนของตนและคนเสื้อแดงนั้น มีตรงกันในเรื่องการต่อต้านรัฐประหาร แต่บทบาทในการแสดงออกของแต่ละคน ย่อมมีความถนัดแตกต่างกัน ตนถนัดเรื่องการทำงานด้านมวลชน เพราะฉะนั้นจึงต้องแสดงพลังในด้านนี้ต่อไป" คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวและว่า
ที่ผ่านมายังไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในช่วงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงแต่อย่างใด ทังนี้ ตนขอแนะให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหางการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เท่าเทียม และหยุดยั้งทุกฝ่ายที่แอบอ้างสถาบันในการกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเร็วที่สุด ซึ่งตนเชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถทำได้ ก็น่าจะสามารถยุติความขัดแย้งในชาติได้
เสื้อแดงถึงก.คลังแล้วระหว่างทางฉี่รดป้ายกต.
เมื่อเวลา 14.30 น. ขบวนของกลุ่มคนเสื้อแดง นำโดย นายพายัพ ปั่นเกตุ ,นายสุพร อัตถาวงศ์ และพ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ได้มาหน้ากระทรวงการคลัง ปราศรัยโจมตีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยเน้นหนักที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ไม่ให้กู้ยืมเงินต่างประเทศทุกโครงการ
บ่ายสามโมงครึ่งเสื้อแดงกลับทำเนียบฯแล้ว
เมื่อเวลา 15.30 น. กลุ่มคนเสื้อแดงได้ทยอยเดินทางกลับทำเนียบรัฐบาลภายหลังปักหลักปราศรัยโจมตีรัฐบาล หน้ากระทรวงการคลัง เป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยเหตุการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่เหตุการณ์กระทบกระทั่งแต่อย่างใด
ขณะที่บรรยากาศทั่วไปได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 200 คน มารออยู่ที่กระทรวงการคลังโดยขณะนี้ยอดผู้ชุมนุมประมาณกว่า 1,000 คน ส่วนการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำโซ่เหล็กมาคล้องประตูทางเข้าออก โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยรักษาความปลอภัยอยู่ด้านในกระทรวงการคลังจำนวน 2 กองร้อย (300 คน) ทั้งนี้เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อมาถึง แกนนำได้แจกน้ำดื่ม ข้าวกล่อง นั่งพักรับประทานอาหารกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเดินทางมาของกลุ่มเสื้อแดง เมื่อผ่านหน้ากระทรวงการต่างประเทศ ได้มีผู้ชุมนุมชายคนหนึ่งยืนปัสสาวะรดป้ายกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้มีผู้ชุมนุมต่างโห่ร้องชอบอกชอบใจ



