ข่าว

สงครามค้าปลีก

สงครามค้าปลีก

18 พ.ย. 2553

ปรากฏการณ์บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ซึ่งถือหุ้นใหญ่ 63% โดยกาสิโน กรุ๊ป ยักษ์แห่งฝรั่งเศส จ่าย 868 ล้านยูโร หรือประมาณ 3.55 หมื่นล้านบาท เข้าครอบครองกิจการ คาร์ฟูร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต สัญชาติฝรั่งเศส ซึ่งจะส่งผลให้บิ๊กซีมีสาขาเพิ่มขึ้นจาก 69 แห่ง เป็น 111 แห

ปัจจุบันกิจการค้าปลีกขนาดใหญ่ เทสโก้ โลตัส มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 42.26% มีสาขาทั่วประเทศกว่า 700 แห่ง บิ๊กซี 24.86% แม็คโคร 23.78% และคาร์ฟูร์ 9.10% ทุกรายต่างพยายามแสดงราคาความเป็นธุรกิจเพื่อสังคม สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่น สร้างวัฒนธรรมการบริโภคผิดๆ ให้แก่สังคมไทย ด้วยการใช้ปัจจัยราคามาเป็นตัวดึงดูด แข่งขันกันลดราคา และแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จ เช่น การแสดงราคาสินค้าตัวอย่างในรถเข็นสินค้าเปรียบเทียบกับห้างอื่น ซึ่งหากตรวจสอบรายละเอียด รายชิ้นแล้ว ราคาไม่ได้ถูกกว่าห้างอื่นตามรายการที่แสดง ตั้งราคาที่ไปไล่เบี้ยจากผู้ค้า หรือผู้ประกอบกิจการรายย่อยอีกทอดหนึ่ง

 ในขณะที่ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าป้าย หรือถูกกว่าตลาดทั่วไป ส่วนลดของราคาสินค้าเหล่านั้นก็ไปตกอยู่บนบ่า ผู้ค้าส่ง หรือผู้ประกอบการรายย่อย โดยที่ผู้บริโภคก็มิได้รวมค่าขนส่ง ค่าเสียเวลาเข้าไปในราคาสินค้าด้วย ในหลายกรณี ผู้ประกอบการรายย่อยต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการวางสินค้า หากขายไม่ได้ตามเป้าภายในกำหนด ก็จะถูกยกออกจากชั้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายขนย้ายกลับเอง บทบาทของนักบุญคนบาปเช่นนี้ มักไม่มีคนพูดถึงหรือเข้าใจว่า แท้จริงห้างเหล่านี้มีวิธีการทางธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบคนในท้องถิ่นอย่างน่าละอาย โดยที่ผู้บริโภคก็มีส่วนส่งเสริมนายทุนข้ามชาติโดยไม่รู้ตัว

 ในแง่ธุรกิจ ต้องยอมรับว่า ห้างเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในการขยายกิจการในประเทศไทยอย่างรวดเร็ว แม้ในหลายสถานที่ที่ห้างเหล่านี้ไปตั้งจะถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่ แต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคในการสร้างผลประกอบการที่ดีให้แก่เจ้าของ ที่มีสายป่านยาวกว่า เงินทุนหนากว่ากิจการของคนไทย นี่ก็เป็นเรื่องปกติของตลาดเสรี แต่ในขณะเดียวกันคนไทยจักต้องเข้าใจ และไม่เห็นแก่ราคาสินค้าที่แฝงต้นทุนที่มองไม่เห็น ต้นทุนที่ไปเอารัดเอาเปรียบคนไทยด้วยกัน การสนับสนุนและซื้อสินค้าของผู้ประกอบการคนไทย จะเป็นหนทางที่ดีในการลดการเอารัดเอาเปรียบของห้างสรรพสินค้าข้ามชาติได้บ้าง