ข่าว

 วงจรประวัติศาสตร์

วงจรประวัติศาสตร์

18 พ.ย. 2553

ไม่ว่าผลการสอบสวนกรณี 89 ศพ เหยื่อทางการเมืองจะออกมาอย่างไร คงเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไม่ได้

การเรียนรู้ต่อการชุมนุมทางการเมืองมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่ 14 ต.ค.16 หรือ 6 ต.ค.19 กระทั่งพฤกษาทมิฬปี 2535 มีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อยที่ยังเรียกร้องหาความเป็นธรรมไม่ได้

 ประวัติศาสตร์ทางการเมืองแลกมาด้วยความสูญเสียเสมอ

 และยังไม่มีรัฐบาลไหนสามารถชำระล้างเรื่องราวเหล่านี้ให้เป็นที่ประจักษ์ คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมามากมายต่างพากันเก็บงำอ้ำอึ้งต่อผลการสอบสวน

 การชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมาก็เช่นกัน

 แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ พยายามบอกว่ากำลังหาหลักฐานในการคลี่คลายปมทั้ง 89 ศพ และจากบทเรียนที่ผ่านมาเชื่อว่าคำตอบคงไม่มีอะไรมากไปกว่าถ้อยแถลงที่ยังเดินหน้าต่อ โดยใช้เวลาในการเยียวยาญาติผู้เสียชีวิต สุดท้ายก็จะเงียบหายไป

 ทั้ง 89 ศพ แยกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ การตายของ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม นายทหารสายบูรพาพยัคฆ์ คงชัดเจนที่สุดจากฝีมือฝ่ายตรงข้ามหรือที่ดีเอสไอเรียกว่านักรบโรนิน หรือชายชุดดำ แต่เรื่องนี้สุดท้ายก็มีการชำระสะสางกันไปเสร็จสิ้นแล้ว กองทัพรับรู้ รัฐบาลรับทราบ

 กลุ่มที่ 2 การตายของประชาชนและสื่อมวลชนต่างประเทศ เหยื่อที่รับเคราะห์จากผลพวงทางการเมือง เป็นการสูญเสียที่ไม่เคยจับมือใครดมได้ เพราะนี่คือ วงจรประวัติศาสตร์

 ประชาชนและสื่อนี่แหละที่ไม่เคยได้รับการคลี่คลาย อย่างดีก็มีเพียงแท่งปูนไว้รำลึกเท่านั้น

 ถึงแม้ประชาชนจะพอคาดเดาถึงผู้ที่หยิบยื่นความตายให้ได้ แต่กระบวนการทางกฎหมายเข้าไม่ถึงผู้สั่งการ จับต้องไม่ได้กับคนลงมือ

 และมันจะเป็นกงล้อเช่นนี้ตลอดไป

 สมัยก่อนกรมตำรวจจนมาถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเป็นผู้ซับรอยด่างนี้ไว้ ส่วนรัฐบาลนานไปก็ถูกลืมเลือน

 แต่วันนี้ดีเอสไอเข้ามารับภาระแทน เข้ามารับ "วงจรประวัติศาสตร์" ไว้ในมือ และต้องจารึกซ้ำเดิมว่า หาคนกระทำความผิดไม่ได้

 ดีเอสไอ วันนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ไม่ต่างอะไรกับผู้เขียนประวัติศาสตร์

 กระบวนการยุติธรรม ยังเอื้อมไม่ถึงผู้มีอำนาจ ยังห่างไกลจากความหวังของวิญญาณทั้ง 89 ศพ ที่ต้องการเรียกหาความเป็นธรรม

 เหยื่อวงจรการเมือง ย่อมเป็นเช่นนี้ตลอดไป ไม่ต้องรอความหวังจากลมอากาศ!!