
มาร์ค-ฮุนเซนเห็นแก้วิหารประสานทุกระดับ
"อภิสิทธิ์" พร้อมและคณะเข้าร่วมการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Summit) ครั้งที่ 4 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา พร้อมกล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุม ฯ ย้ำจุดยืนความร่วมมือไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อการพัฒนาอย่
วันนี้ เวลา 9.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ครั้งที่ 4 ณ ห้องประชุมใหญ่ Noun Srey ชั้น 3 สำนักนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชาแห่งใหม่ สรุปสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเข้าร่วมการประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง หรือ ACMECS Summit นั้น ถือเป็นการเข้าร่วมครั้งแรกของตน สำหรับไทยแล้ว ACMECS เป็นกรอบความร่วมมือที่มีลักษณะพิเศษ เพราะเป็นเวทีหารือเฉพาะของประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างแท้จริง และเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่ ACMECS ได้ริเริ่มแนวทางสำหรับดึงหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาจำนวนมากที่สนใจ ให้เข้ามามีส่วนในโครงการ ACMECS และกรอบ ACMECS กับประเทศอื่น
นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ตามปฏิญญาพุกาม ปี 2003 ที่มุ่งสร้างความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาอย่างสมดุลร่วมกันบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเอง เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การค้าและการลงทุนตามชายแดนเพิ่มขึ้น ครึ่งปีแรกในปี 2009 มูลค่าการค้าของไทยกับประเทศ ACMECS เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 และมีพัฒนาการที่สำคัญในสาขาการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้ ยังจะได้มีการรับรองแผนปฏิบัติการ ACMECS ฉบับใหม่ปี 2010 - – 2012 โดยเน้นบทบาทสำคัญของประชาชนในท้องถิ่น ที่เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์และผลกระทบจากแผนงานและโครงการภายใต้กรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนา
ACMECS ยังได้มีการหารือกับผู้แทนภาคธุรกิจ ซึ่งภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนา และเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญในการสร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ACMECS
ACMECS ยังได้ให้ความสำคัญต่อโครงการการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม เพื่อเติมเต็มโครงข่ายคมนาคมภายใต้กรอบความร่วมมือในอนุภิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ล่าสุด ประเทศไทยได้เห็นชอบและอยู่ในแผนที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่โครงการเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนกว่า 4,200 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาเพิ่มจากยอดเงินจำนวน 15000 ล้านบาท ที่ได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โครงการดังกล่าว รวมถึง
-การบำรุงรักษาและปรับปรุงถนนแม่สอด-กอกะแร็ก ซึ่งจะทำให้เส้นทางเชื่อมโยงระหว่างเวียดนามกับพม่าสมบูรณ์
-การสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่สาม (นครพนม-คำม่วน) ข้ามจากฝั่งไทยไปลาวและเชื่อมโยงถึงเวียดนาม
-การปรับปรุงถนนและการพัฒนาท่าอากาศยานในลาว และในอนาคต ไทยพร้อมพัฒนาเส้นทางรถไฟ เชื่อมโยงไทยกับเพื่อนบ้านด้วย
พร้อมกันนี้ ยังจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบการขนส่งสินค้าและการเดินทางของประชาชนควบคู่ โดยไทยพยายามเร่งรัดกระบวนการดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดน (CBTA) และจะจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จจำนวน 10 แห่งตามแนวชายแดนไทยกับเพื่อนบ้านที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าศุลกากร และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง
รัฐสภาไทยยังได้เห็นชอบต่อโครงการความตกลงการตรวจลงตราเดียวกันภายใต้กรอบ ACMECS เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากประเทศที่สาม และส่งเสริมแนวคิด “ห้าประเทศ หนึ่งจุดหมาย”
สำหรับความร่วมมือสาขาเกษตรกรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรม เสนอให้เร่งจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมและฐานการผลิตร่วมตามแนวชายแดน
การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถมีความจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นประเด็นหลักภายใต้แนวความคิดความร่วมมือใต้-ใต้
ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม ไทยให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์และปกป้องสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยธรรมชาติ อาทิ เหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศ ACMECS และไทย
ในตอนท้าย ความร่วมมือทางเศรษฐกิจบนแนวแม่น้ำหลักสามสาย คือ อิรวดี เจ้าพระยา แม่โขง นอกจากจะมีวิถีชีวิตตามธรรมชาติ แม่น้ำยังกลายเป็นศูนย์กลางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผู้นำในวันนี้ ต่างมุ่งมั่นในการพัฒนาและเห็นประโยชน์ของการรวมกลุ่มภูมิภาค เพื่อบูรณการ ACMECS และอาเซียนเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวขอบคุณสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาและผู้นำชาติอื่นๆ ที่ได้แสดงความเสียใจและเห็นใจต่อสถานการณ์น้ำท่วมในไทย ในขณะนี้ด้วย
อนึ่ง นายอภิสิทธิ์ และคณะอาทิ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพานิช นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย และนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงราชอาณาจักรกัมพูชาแล้วที่ท่าอากาศยานนานนาชาติพนมเปญในเวลาประมาณ 07.40 น.ซึ่งเวลาที่กรุงพนมเปญเท่ากับเวลาในประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม ผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขงหรือ ACMECS Summit ครั้งที่ 4 ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยมี Mr. Ouch Borith รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา (Secretary of state, Ministry of Foreign Affairs and International Cooperation) ให้การต้อนรับ
"อภิสิทธิ์"หารือทวิภาคีสมเด็จฮุนเซน
ทั้งนี้เมื่อเวลา 16.00 น. ผู้นำ ACMECS ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี กษัตริย์ราชอาณาจักรกัมพูชา และเวลา 17.45 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หารือทวิภาคี กับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จากนั้นเป็นสักขีพยานลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา เวลา 18.30 น. นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ และเวลา 20.40 น. นายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับโดยเครื่องบินกองทัพอากาศ เที่ยวบินพิเศษที่ RTAF 203 และกลับถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) เวลา 21.50 น.
พร้อมร่วมชมคอนเสิร์ตสายสัมพันธ์"ไทย-เขมร"
เมื่อเวลา 11.00 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวกล่าวเปิดงานมหกรรมฟรีคอนเสิร์ต สายสัมพันธ์ไทย - กัมพูชาที่ทำเนียบรัฐบาลว่า นายอภิสิทธิ์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องสายสัมพันธ์ของประชาชนทั้งสองประเทศ และเพื่อแลกเปลี่ยนประเพณีวัฒนธรรม สร้างมิตรภาพของประชาชน และเพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความสัมพันธ์อันดีต่อกัน รวมถึงการพัฒนาร่วมกันในด้านเศรษฐกิจอีกด้วย ซึ่งงานนี้นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมชมการแสดงในครั้งนี้ พร้อมขบวนศิลปินมากมายที่จะมาร่วมทำการแสดงทั้งของไทยและของกัมพูชา ซึ่งมหกรรมครั้งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 พ.ย.นี้ ตั้งแต่เวลา 13.00 - 23.00 น. เริ่มรับบัตรตั้งแต่ 08.00 น.เป็นต้นไป ณ อินดอร์สเตเดียม สนามกีฬาหัวหมาก รวมถึงจะมีการถ่ายทอดสดทั้งสองประเทศทางช่อง 9 และช่อง 11
มาร์ค-ฮุนเซนเห็นแก้วิหารประสานทุกระดับ
ด้านนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง (ACMECS SUMMIT) ครั้งที่ 4 ที่ราชอาณาจักรกัมพูชา กับคณะนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการหารือทวิภาคีระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกับสมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ใช้เวลากว่า 40 นาที ว่า ผู้นำทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับปัญหาปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบ และเห็นพ้องร่วมกันว่าจะต้องมีการหารือและประสานงานในทุกระดับ เพื่อทำให้ทุกอย่างกลับไปสู่สภาพก่อนที่ทางกัมพูชาจะมีการเคลื่อนกำลังทหารและการสร้างชุมชน ในปี 2551 โดยมอบหมายให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ไปประสานดำเนินการและจะกำชับทหารทั้งสองฝ่ายให้ติดต่อประสานงานกันให้มากขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดการปะทะกัน และยืนยันว่าจะมีการเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติม
“ผู้นำทั้งสองได้พูดกันอย่างเปิดใจว่าแต่ละประเทศมีปัญหาในบ้านของตัวเองอย่างไร และเมื่อมีการพูดกันอย่างเปิดใจแล้ว ก็ต้องดูว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งก็ต้องมีการหารือเป็นขั้นๆ โดยจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับประชาชน” นายกษิต กล่าว



