
ที่ดินลดค่าธรรมเนียมช่วยเหยื่อน้ำท่วม
บอร์ดประกันสังคมร่วม6 แบงค์ปล่อยกู้ให้ผู้ประกันตนที่ประสบภัยน้ำท่วม วงเงินคนละ 50,000 บาท ดอกเบี้ย2.5%คงที่2ปี เพื่อนำไปซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหาย เริ่ม 1 ธ.ค.นี้ ศชอ.สั่งเฝ้าระวัง พื้นที่ น้ำป่าไหลหลาก-ดินถล่ม บริเวณ เขาหลวง จ.นครฯ พร้อ
(17พ.ย.) นายอนุวัฒน์ เมธิวิบูลวุฒิ อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวว่า เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย และภัยธรรมชาติ ให้ได้รับการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ตลอดจนทรัพย์สิที่สูญหายไปให้กลับคืนมาโดยเร็ว อีกทั้งได้รับทราบถึงสิทธิและการใช้สิทธิการลดหย่อนค่าทะเบียนการจดทะเบียนจำนอง ซึ่งลดลงจากร้อยละ 1 เหลือเพียงร้อยละ 0.01 โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในท้องที่เกิดภัยภายในกำหนด 1 ปี นับตั้งแต่ที่ภัยนั้นได้สิ้นสุด พร้อมทั้งแนบหนังสือรับรองที่พนักงานเจ้าหน้าที่ออกให้ไปพร้อมกับการขอจดทะเบียนจำนองต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ภายในระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ออกหนังสือรับรอง
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานที่ดินทุกแห่งหรือสามารถเข้าไปดูรายละเอียดคำแนะนำเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจดทะเบียนจำนองสำหรับการให้สินเชื่อฟื้นฟูความเสียหายจากอุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย หรือมหันตภัยอื่น พ . ศ . 2542 ได้ที่เว็บไซต์กรมที่ดิน www.dol.go.th
สปส.เคาะ6แบงค์ปล่อยกู้น้ำท่วม1ธ.ค.นี้
นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ดสปส.เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553ที่ผ่านมา ที่ประชุมพิจารณาโครงการปล่อยกู้สำหรับผู้ประกันตนที่ประสบภัยน้ำท่วมมูลค่าโครงการ1หมื่นล้านบาท โดยโครงการจะปล่อยกู้ให้ผู้ประกันตนในวงเงิน 50,000 บาทต่อคน เพื่อนำไปซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัย คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 คงที่ 2 ปี โดยที่สปส.จะได้รับส่วนแบ่งอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารคู่สัญญาร้อยละ 1
ทั้งนี้ มีธนาคารเสนอเข้าร่วมโครงการแล้ว 6 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์นั้น นอกจากนี้ธนาคารออมสินได้แสดงท่าทีสนใจเข้าร่วมโครงการ แต่ต้องรอผลการพิจารณาจากที่ประชุมบอร์ดธนาคารออมสินในวันนี้ โดยผู้ประกันตนสามารถยื่นเรื่องขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2553นี้เป็นต้นไป
สำหรับเงื่อนไขของผู้ประกันตนที่ประสบอุทกภัย และต้องการเข้าร่วมโครงการกู้ซ้อมแซมบ้านของสปส.จะต้องมาขอหนังสือรับรอง ซึ่งเป็นใบแจ้งเงินสมทบบำเหน็จชราภาพกองทุนประกันสังคม เพื่อรับรองว่าขณะนี้ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบไปจำนวนเท่าใด โดยผู้ประกันตนสามารถมารับหนังสือรับรองดังกล่าวได้ที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัดได้ในวันที่ 24 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้
เลขาธิการสปส. กล่าวอีกว่า ผู้ประกันตนที่จะกู้ได้ต้องมีรายรับไม่ต่ำกว่าเดือนละ 7,500 บาท โดยที่ผู้ค้ำประกันไม่ต้องเป็นข้าราชการ รวมทั้งหนังสือรับรองเงินเดือนจากนายจ้างย้อนหลัง 3 เดือน หากธนาคารอนุมัติปล่อยกู้ให้กับผู้ประกันตน สปส.จะโอนเงินไปให้กับธนาคารดังกล่าวภายใน 4 วัน เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงแหล่งเงินกู้โดยเร็ว
ด้านนายพนัส ไทยล้วน คณะกรรมการบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง กล่าวว่า โครงการปล่อยกู้สำหรับผู้ประกันตนที่ประสบภัยน้ำท่วมโดยคณะกรรมการประกันสังคมมีมติเห็นชอบให้ในวงเงินรวม 1 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารกรุงไทยได้เงิน 2 พันล้านบาท ธนาคารไทยพาณิชย์ 200 ล้านบาท ส่วนอีก 7.8 พันล้านให้แบ่งกันระหว่างธนาคารที่เหลือ
“ศชอ.”สั่ง“เฝ้าระวัง”พื้นที่“น้ำป่าไหลหลาก-ดินถล่ม”
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ( ศชอ.) แถลงว่า สถานการณ์พื้นที่จังหวัดน้ำท่วมและน้ำท่วมขังยาวนาน รวมถึงติดตามการแจ้งเตือนจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ที่ควรเฝ้าระวังภัย “ดินโคลนถล่ม” ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี สงขลา พัทลุง ชุมพร และพังงา โดยมีพื้นที่ที่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย รวม 16 จังหวัด 94 อำเภอ 714 ตำบล 5,345 หมู่บ้าน และประชาชนได้รับผลกระทบ 416,611 ครัวเรือน 1,390,129 คน พื้นที่ภาคใต้ที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัย คือ สงขลา สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุงจำนวนผู้เสียชีวิต 229 ราย (ภาคใต้ 73 ราย) พื้นที่คลี่คลาย 35 จังหวัด ภาคกลาง โดยรวมสถานการณ์น้ำคลี่คลายลง แต่ยังมีน้ำท่วมขังบริเวณที่ราบลุ่ม มีอากาศเย็นและหมอก ฝนเล็กน้อยเป็นแห่งๆ ร้อยละ 10-30 ของพื้นที่ และอุณหภูมิลดลง 1-3 องศา
ผอ. ศชอ. กล่าวว่า ส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น ฝนตกเป็นแห่งๆ จ.ร้อยเอ็ด ระดับน้ำยังทรงตัว ส่วน จ.อุบลราชธานี ยังคงเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ภาคใต้ ฝั่งตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่งตั้งแต่ จ.ชุมพรลงไป โดยยอดฝนตกสูงสุดอยู่ที่จ.สงขลา นอกจากนี้พบเมฆมากบริเวณอ่าวไทย ส่งผลให้ช่วงวันนี้อาจมีฝนตกใน ชุมพร สุราษฏร์ธานี และพัทลุง
รวมยอดสถานการณ์ดินถล่มในพื้นที่ 7 อำเภอ จ. สุราษฎร์ธานี มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 453 ล้านบาท นอกจากนี้ จ.นครศรีธรรมราช โดยสำนักธรณีวิทยาฯสำรวจพื้นที่ดินถล่มและรอยแยก 4 รอย รวมถึงรอยแยกที่ยาวประมาณ 2 กม. ใน 5 หมู่บ้าน (อ. ฉวาง) นอกจากนี้ยังคงมีสถานการณ์น้ำท่วมขังในหลายจังหวัด
นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับปริมาณน้ำลุ่มน้ำมูล อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำล้นตลิ่ง 1.81 ม. ลดลง 8 ซม อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ล้นตลิ่ง 1.68 ม. ลดลง 8 ซม)น้ำเคลื่อนเข้า อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 2,242 ลบ.ม./วินาที ส่วนลุ่มน้ำชี อ.เมือง จ. ขอนแก่น ( ล้นตลิ่ง 11 ซม ลดลง 13 ซม) อ.โกสุมพิสัย ( ล้นตลิ่ง 1.33 ม.ลดลง 4 ซม) น้ำเคลื่อนเข้า อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด ( ล้นตลิ่ง 2 ซม เพิ่มขึ้น 6 ซม) อ.เมือง จ.ยโสธร (ต่ำกว่าตลิ่ง 90 ซม เพิ่มขึ้น 2 ซม) อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร ( ต่ำกว่าตลิ่ง 48 ซม เพิ่มขึ้น 1 ซม)
ผอ.ศชอ. กล่าวอีกว่า ส่วนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อ.เมือง จ. นครสวรรค์ปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,559 ลบ.ม./วินาที ลดลงจาก 1,628 ลบ.ม./วินาที โดยน้ำจะไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณ 1,367 ลบ.ม./วินาที เขื่อนพระราม 6 และสถานีบางไทรน้ำไหลผ่าน 2,278 ลบ.ม./วินาที
นายอภิรักษ์ กล่าวถึงพื้นที่ภาคใต้ ว่า กรมทรัพยากรน้ำ ระบุพื้นที่ซึ่งเคยเตือนภัยและควรเฝ้าระวังต่อเนื่อง ซึ่งดินอุ้มน้ำอิ่มตัวอยู่ โดยในขณะนี้ฝนยังตกต่อเนื่อง อาจเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มตามมา ในพื้นที่บริเวณเขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช อ.ฉวาง อ.ลานสะกา อ.ร่อนพิบูลย์ อ.พิปูน อ.จุฬาภรณ์ อ.พรหมคีรี อ.ท่าศาลา อ.สิชล อ.นบพิตำ จ.สุราษฎร์ธานี บริเวณ อ.ไชยา อ.ท่าชนะ อ.วิภาวดี อ.ท่าฉาง อ.กาญจนดิษฐ์ อ.บ้านนาสาร จ.พังงา อ.กะปง อ.ตะกั่วทุ่ง อ.ตะกั่วป่า และ จ.พัทลุง อ.กงหรา และให้ระวังฝนตกหนักบางแห่งตั้งแต่ จ. ชุมพรลงไป ให้ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นในระยะ 1 - 2 วันนี้
ผอ.ศชอ. กล่าวว่า ที่ประชุม ศชอ.ได้ เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวทาง ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาว ในกรณีเกิดเหตุฉับพลันและน้ำท่วมขังยาวนานในทุกลุ่มน้ำ ติดตามความคืบหน้าการจ่ายเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท กรณีไม่มีทะเบียนบ้านให้ประสานงานผู้ใหญ่บ้าน ในท้องที่ รวมถึงประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, จังหวัดและองค์กรเอกชนเพื่อมอบสิ่งของจำเป็น ติดตามกรมชลประทานในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังยาวนานในพื้นที่ภาคใต้ เร่งรัดให้มีการส่งเครื่องสูบน้ำและของใช้จำเป็นส่งไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัย ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยติดตามการดำเนินการช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยและน้ำท่วมขังในภาคใต้โดยเฉพาะ จ.สุราษฎร์ธานี พัทลุง สงขลา ชุมพร และนครศรีธรรมราช รวมถึงประสานงานไปยังพื้นที่เดือดร้อน เพื่อส่งของใช้จำเป็น ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ติดตามการดำเนินการช่วยเหลือฟื้นฟู เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยและน้ำท่วมขังในพื้นที่ จ.นครราชสีมาและชัยภูมิ



