
ปลุกท้องถิ่นสงขลา ร่วมฟื้นฟูกำแพงเมืองโบราณ
เหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ระหว่างวันที่ 1-6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสนใจถูกโฟกัสมาที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ชนิดเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุผลในฐานะที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ แต่อีกด้านหนึ่งของเมืองท่องเที่ยวอย่างเทศบาลนค
ที่สำคัญภาพของ “กำแพงเมืองโบรารณ” อายุเกือบ 200 ปี ที่พังทลายลงมา นี่คือความสูญเสีย เพราะเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่ยังหลงเหลืออยู่กับเมืองแห่งนี้ และยิ่งไปกว่านั้น กำแพงหินโบราณที่ยืนเด่นตระหง่านกลางเมืองกำลังจะเป็นใบเบิกทางในการผลักดันให้นครสงขลาเข้าไปอยู่ในเส้นทาง “มรดกโลก” หลังจากเทศบาลนครสงขลา และภาคีวิชาการต่างๆ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการโบราณสถานแห่งชาติว่าด้วยสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศในการประชุมนานาชาติ เรื่อง มรดกโลก มรดกร่วม เมื่อไม่นานมานี้
พีระ ตันติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา กล่าวว่า กำแพงหินโบราณ ถือเป็นมรดกและทรัพย์สมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสงขลา ดังนั้นการบูรณะหรือซ่อมแซม จำเป็นอย่างยิ่งที่อยากจะให้ประชาชนทุกเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อแสดงความรัก และความหวงแหน โดยทางเทศบาลได้ให้ "กลุ่มภาคีคนรักษ์สงขลา” ระดมแนวทางความต้องการในการอนุรักษ์จากคนในพื้นที่ ภายหลัง “สำนักศิลปากรที่13 สงขลา” ทำการบูรณะและฟื้นฟูในส่วนที่พังเสียหายให้กลับมาอยู่ในสภาพใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด
“ในอดีตคนสงขลาอาจเห็นว่ากำแพงเมืองเป็นเพียงสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง แต่เมื่อเกิดเหตุวาตภัยจนส่งผลให้โบราณสถานคู่เมืองแห่งนี้พังเสียหายประชาชนทุกคนจะนิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะนี่คือมรดกของบรรพชนที่เราจะต้องตื่นตัวเพื่อร่วมกันหาทางรักษาไว้ให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองตราบนานเท่านาน” พีระ กล่าว
จเร สุวรรณชาต แกนนำกลุ่ม “ภาคีคนรักษ์สงขลา” เล่าว่า ความสูญเสียทางตัวเลขไม่สำคัญเท่าความรู้สึกทางใจของประชาชน เพราะกำแพงโบราณคือหนึ่งในหลักฐานที่สะท้อนการเป็นเมืองสองทะเลได้ดีที่สุด "วันนี้กำแพงเมืองที่พังลงมาถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญสำหรับคนสงขลาอย่างมาก เพราะนอกจากความเก่าแก่กว่า 170 ปีแล้ว สถานที่แห่งนี้ยังเป็นจุดศูนย์รวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในอดีตที่สำคัญ ซึ่งคนเมืองนี้จะต้องตื่นตัวและร่วมกันรักษาเอาไว้ให้อยู่ชั่วลูกชั่วหลานสืบไป” แกนนำกลุ่มภาคีคนรักษ์สงขลา กล่าว
ส่วน จารึก วิไลแก้ว ผู้อำนวยการ สำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา ระบุว่า กำแพงเก่าเมืองสงขลา ถือเป็นกำแพงหินโบราณในจำนวนไม่กี่แห่งที่หลงเหลืออยู่ในประเทศไทยเวลานี้ โดยแนวทางการบูรณะขณะนี้ได้นำเหล็กแป๊บขนาด 1.5 นิ้ว ยาว 6 เมตร จำนวน 2,000 เส้น พร้อมเหล็กยึดแบบมือเสือ เพื่อค้ำยันกำแพงเมืองสงขลาทั้งด้านหน้าและด้านใน รวมความยาวรวม 300 เมตร นอกจากนี้ยังได้สำรวจร่องรอยปริร้าวที่เกิดขึ้นกับบริเวณกำแพงส่วนอื่นเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มจากที่เป็นอยู่
"สาเหตุของการพังทลายของกำแพงเมืองสงขลา เกิดจากน้ำฝน เนื่องจากในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีฝนตกหนักติดต่อกัน ทำให้น้ำฝนซึมเข้าไปตามรอยที่เป็นรอยน้ำอยู่ ซึ่งมีดินเป็นแกนอยู่ข้างใน เมื่อแกนดินข้างในซึมซับน้ำในปริมาณมากๆ จะส่งผลต่อการยึดตัว ทำให้กำแพงยุบตัวพังทลายลงมา"
สำหรับกำแพงเมืองสงขลาสร้างด้วยหินภูเขา ซึ่งน่าจะมาจากหินเขาตังกวน แกนข้างในจะบดอัดด้วยหินภูเขาและแกนดินเหนียว โดยทำการอัดที่พื้นข้างล่างให้แน่น เพราะสมัยก่อนไม่มีการตอกเสาเข็มเหมือนปัจจุบัน โดยคนโบราณจะใช้กรรมวิธีบดอัดพื้นจนแน่น บดอัดด้วยแกนดินเหนียว หลังจากนั้นก็ใช้หินก่อเป็นกำแพงขึ้นมา ดังนั้นการซ่อมแซมและบูรณะจำเป็นต้องศึกษาวิธีของคนในอดีตอย่างละเอียดเพื่อถอดแบบในการนำไปใช้ฟื้นฟูสภาพกำแพงให้ดีดั่งเดิมทุกกระเบียดนิ้ว
“คาดว่าต้องใช้เวลาราว 6 เดือนในการฟื้นฟูส่วนที่ได้รับความเสียหาย จากนั้นจะทำการสำรวจสภาพของกำแพงหินโบราณทั้งหมดอย่างละเอียด เนื่องจากอายุที่ยาวนานประกอบกับปริมาณฝนที่ตกหนักจนเกิดการซับน้ำของแกนชั้นในของกำแพง ส่งผลให้ต้องบูรณาการการบูรณะซ่อมแซมทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นรากฐานของกำแพง หินที่อยู่ภายในและภายนอกตัวกำแพง” จารึก กล่าว
แม้การฟื้นฟูและบูรณะจะเป็นเรื่องของเทศบาลนครสงขลา และหน่วยงานด้านโบราณคดีที่เกี่ยวข้อง แต่ภารกิจที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันของประชาชนสงขลาจากนี้ไป คือการตระหนักถึงความสำคัญและร่วมกันปกป้องรักษามรดกชิ้นสำคัญให้คงอยู่
"สุพิชฌาย์ รัตนะ"



