
ซูจีจี้ฟื้นเจรจาปางหลวง2จี้"ตานฉ่วย"ปรองดอง
ประชาคมทั่วโลกมอง"อองซาน ซูจี" สุ่มเสี่ยงถูกจำกัดอิสรภาพ หลังไปยื่นคำร้องเรื่องยุบพรรค NLD การปล่อยตัวซูจี อาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจพม่า
(17พ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตามที่นางออง ซาน ซู จี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเปิดครั้งแรกนั้น นอกจากจะแสดงความจำนงต้องการเข้าพบ พล.อ.อาวุโสตาน ฉ่วย ผู้นำทหารสูงสุดกองทัพพม่า เพื่อหารือร่วมกันในการแก้ปัญหาของชาติ หลังจากมีข้อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างความปรองดองขึ้นในชาติแล้ว
นางซูจียังได้แสดงความเป็นห่วงถึงความขัดแย้งที่รัฐบาลทหารพม่ามีกับกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีการคาดการณ์มาตลอดช่วงก่อนหน้านี้ว่าหลังการจัดตั้งรัฐบาล ผู้นำทหารพม่าจะใช้กำลังทางทหารเข้ากดดันกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้เข้าร่วมในกองกำลังป้องกันชายแดน หรือ BGF โดยนางซูจีเห็นว่าควรใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา และมาตรการด้านการทหารจะไม่ช่วยในการแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง พร้อมระบุควรได้มีการจัดการประชุมปางหลวงครั้งที่ 2 ขึ้นกับผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ พูดคุยหาทางออกแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 เพื่อนำไปสู่ความปรองดองของประชาชนในชาติ
เบื้องหลังสัญญาปางหลวง
ทั้งนี้สำหรับที่มาของการประชุมปางหลวงในอดีต เป็นการประชุมของชนชาติพม่าและชนกลุ่มน้อยประมาณ10 กลุ่ม เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2490 ที่ประชุมได้มีมติตกลงที่จะร่วมกันเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ แต่จะร่วมกันเพื่อเรียกร้องเอกราชเท่านั้น หลังจากได้รับเอกราชแล้ว ทุกรัฐมีอิสระในการตัดสินใจทุกอย่าง ดังนั้นเป้าหมายที่ต้องร่วมกันครั้งนี้ จึงเพื่อให้เกิดพลังในการเจรจาต่อรองขอเอกราชจากอังกฤษเท่านั้น
และในวันที่ 12 ก.พ 2490 บรรดาเจ้าฟ้าไทยใหญ่ และตัวแทนจากรัฐต่างๆ จึงได้ร่วมลงนามในหนังสือสัญญาปางหลวง (Panglong Agreement) ซึ่งอู ออง ซาน (บิดาของนางซูจี) เป็นผู้ร่างขึ้นเมื่อวันที่ 11 ก.พ 2490 มีเนื้อหาสาระทั้งหมด 9 ข้อ แต่ไม่มีข้อใดที่ระบุถึงสิทธิในการแยกตัวเป็นอิสระ บรรดาเจ้าฟ้าไทยใหญ่จึงได้ท้วงถาม ซึ่ง อู ออง ซาน ได้ตอบว่า เรื่องสิทธิในการแยกตัวเป็นอิสระนั้น น่าจะนำไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญของสหภาพ จะมีผลดีมากกว่า เขียนไว้ในหนังสือสัญญาปางหลวง ด้วยเหตุนี้สิทธิการแยกตัวของรัฐต่างๆ ที่ร่วมลงนามจึงไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญาปางหลวง แต่มีปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศพม่า อย่างไรก็ตาม สุดท้าย อู อองซาน กลับถูกลอบสังหาร และรัฐบาลทหารพม่าเข้ายึดกุมอำนาจในประเทศแบบเบ็ดเสร็จเหนือชนกลุ่มน้อยต่างๆ กระทั่งมีการตั้งกองกำลังขึ้นมาเผชิญหน้ากันจนถึงปัจจุบัน
ซูจีเสี่ยงหลังยื่นคำร้องถอนคำสั่งยุบNLD
รัฐบาลทหารพม่า ได้เตือนเรื่องที่จะมีการยื่นคำร้องเรื่องการยุบพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ที่อาจสร้างปัญหาให้กับนางอองซาน ซูจี ผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตย ที่ประกาศจะพิสูจน์ข้อกล่าวหาเรื่องการโกงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 พ.ย. และเป็นได้ว่า จะกลายเป็นประเด็นขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างนางซูจีกับบรรดานายพลในรัฐบาลทหาร ทั้งที่นางซูจี เพิ่งจะได้รับอิสรภาพได้เพียงไม่กี่วัน หลังถูกกักบริเวณอยู่ภายในบ้านพักมานานกว่า 7 ปี ซึ่งประชาคมโลก ได้มองว่า นางซูจี วัย 65 ปี จำเป็นต้องสร้างความสมดุลย์ระหว่างความคาดหวังที่จะเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย กับความเป็นจริงที่ว่า เสรีภาพของเธอจะถูกรัฐบาลทหารถอดถอนได้ทุกเมื่อ
นางซูจี เดินหน้าต่อสู้ด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลสูง เพื่อให้เพิกถอนคำสั่งยุบพรรค NLD ที่ถูกยุบไปเพราะคว่ำบาตรการ โดยระบุว่า เงื่อนไขที่รัฐบาลทหารตั้งขึ้นสำหรับพรรคการเมืองที่เข้าร่วมนั้น ปราศจากเสรีและไม่เป็นชาธิปไตย
คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง ได้เตือนเพื่อให้นางซูจีได้ตระหนักถึงสิ่งที่เธอเคยได้รับจากรัฐบาลทหารว่า พรรคการเมืองใดก็ตาม ที่ร้องเรียนเรื่องการโกงการเลือกตั้ง อาจเผชิญการลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงจากรัฐบาล คือ จำคุก 3 ปี หรือปรับ 3 แสนจ๊าด หรือทั้งจำทั้งปรับ
พม่ายังไม่ได้ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่จากตัวเลขที่ผ่านมา พบว่า พรรคสหภาพเอกภาพและการพัฒนา หรือ USDP ที่รัฐบาลทหารสนับสนุน ได้ครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกเตรียมการและออกแบบมาเพื่อทำให้อำนาจของทหารที่ปกครองพม่ามานานกว่า 5 ทศวรรษ เข้มแข็งยิ่งขึ้น
นางซูจี ได้ประกาศเจตนารมย์ในการเข้าร่วมกับสมาชิกพรรค NLD ที่จะพิสูจน์ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีการโกงกันอย่างมโหฬาร แต่จะเป็นการออกรายงานเท่านั้น ไม่ได้มีการประท้วงผลการเลือกตั้ง เพราะพรรค NLD ไม่ได้เข้าร่วม
การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีของพม่า นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2533 ที่พรรคNLD ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย แต่ทหารไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง
นายเนียน วิน ทนายของนางซูจี และโฆษกพรรค NLD กล่าวว่า ศาลสูงจะพิจารณาในวันพฤหัสบดีว่าจะยอมรับคำร้องจากนางซูจี กรณีให้เพิกถอนคำสั่งยุบพรรคหรือไม่ ตอนที่นางซูจี เดินเข้าไปในศาล เมื่อวันอังคาร มีผู้สนับสนุนราว 20 คน พยายามวิ่งตามไปดูเธอ ส่วนอีกหลายคนรออยู่ด้านนอกท่ามกลางการอารักขาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของพวกตำรวจนอกเครื่องแบบ ที่จับตามองฝูงชน
ด้านนักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่า การที่รัฐบาลทหารพม่าปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี ผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า อาจส่งผลคุ้มค่าต่อรัฐบาลทหารพม่าในด้านเศรษฐกิจ แม้ชาติตะวันตกจะยังคงไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และผ่อนปรนด้านการค้าเร็วๆ นี้
เจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงการค้ามาเลเซีย ที่ไม่เปิดเผยนามระบุว่า การเลือกตั้งในพม่าและการปล่อยตัวซูจี เป็นสัญญาณที่น่ายินดี ลดมลทินของการทำธุรกิจกับพม่า พร้อมหวังว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนและกระตุ้นการลงทุนในพม่ามากขึ้น โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาล
ทหารพม่าไม่ใส่ใจต่อมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐและยุโรปเพราะมีการค้าและลงทุนกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างไทยจีน อินเดีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ด้านนายอลิสแตร์ คุ๊ก ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเอส ราจารัดนาม ในสิงคโปร์ระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า พัฒนาการทางการเมืองในพม่า จะทำให้ชาติตะวันตกผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร เพราะในขณะนี้ ยังมีนักโทษการเมืองอีกกว่า 2,200 คน ที่ถูกจำคุก แต่มองว่า นางซูจีจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ถ้าเธอและผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยคนอื่นๆ จะมีท่าทีชัดเจนเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ชาติตะวันตกจะมีท่าทีอย่างไร
ขณะเดียวกัน มีความวิตกว่า เงินทุนที่ไหลเข้าพม่า จะไม่ได้พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนซึ่งเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรกว่า 50 ล้านคนของประเทศ อยู่ใต้เส้นความยากจน แต่จะส่งผลต่อผู้นำรัฐบาลทหารมากกว่า
ประเทศในเอเชีย เช่นจีน อินเดียและไทย มองข้ามประเด็นสิทธิมนุษยชนและทำการค้ากับพม่าทั้งด้านน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติทรัพยา กรธรรมชาติอื่นๆ และการท่องเที่ยว // อินเดียปูพรมแดงต้อนรับ พลเอกอาวุโสตาน ฉ่วน ผู้นำสูงสุดพม่า เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยทั้งสองชาติได้ลงนามในข้อตกลงด้านความมั่นคงชายแดน การสร้างถนน และการเงิน
ประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งผู้ลงทุนลำดับต้นๆ และคู่ค้ารายใหญ่ของพม่า นำเข้าก๊าซธรรมชาติกว่าร้อยละ 90 ของที่พม่าส่งออก / ส่วนจีนคาดว่า จะกระชับความสัมพันธ์ใกล้ชิดขึ้นกับพม่า เพราะจีนต้องการทรัพยากรพม่า ป้อนเศรษฐกิจประเทศไม่ว่าสถานการณ์การเมืองพม่าจะเป็นอย่างไร



