
ซูจีลั่นกดดันปล่อยนักโทษการเมืองพม่า
"อองซาน ซูจี" บอกนักการทูต ขอมุ่งปลดปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 2 พันคนก่อน ร้องโลกช่วยกดดันต่อ ยังไม่ตัดสินใจเรื่องมาตรการคว่ำบาตร ย้ำเจตนารมณ์พร้อมทำงานกับทุกฝ่ายเพื่อประเทศชาติ ไม่เว้นพรรคตัวแทนรัฐบาล บก.สาละวินโพสต์ เผยท่าทีปรองดอง "ซูจี" เป็นดาบสองคม อาจ
สำนักข่าวต่างประเทศอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวทางการทูตว่า นางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านพม่า ได้พบปะกับนักการทูตจำนวนหนึ่ง ณ ที่ทำการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ในเมืองย่างกุ้ง เมื่อวันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน สองวันหลังได้รับการปล่อยตัวจากการถูกกักบริเวณในบ้านนาน 7 ปีครึ่ง และได้ยืนยันกับนักการทูตเหล่านั้นว่า อิสรภาพที่นางซูจีได้รับในครั้งนี้ไม่มีเงื่อนไขผูกติด แต่นางซูจีไม่มีแผนจะเดินทางไปยังที่ใดในเวลานี้ พร้อมเปิดเผยถึงสิ่งที่มุ่งให้ความสำคัญคือ ชะตากรรมนักโทษกว่า 2,100 คนที่ถูกจองจำในพม่า และขอเรียกร้องให้ประชาคมโลกมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ กระตือรือร้นและเร่งด่วน กดดันให้รัฐบาลทหารปล่อยตัวนักโทษการเมืองเหล่านั้น
นางซูจีกล่าวขอบคุณประเทศต่างๆ ที่ให้การสนับสนุนเสมอมา และเสริมว่า หวังว่าอินเดียจะมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในอนาคต
ส่วนเรื่องมาตรการคว่ำบาตรพม่าของนานาชาติที่ยิ่งถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการกดดันรัฐบาลทหาร หรือทำร้ายประชาชนหลังจากนางซูจีสนับสนุนให้ทบทวนนั้น นักการทูตกล่าวว่า นางซูจียังมิได้กล่าวเรียกร้องให้ยกเลิก แต่บอกว่าจะตัดสินใจจุดยืนเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรในทางที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับประชาชนชาวพม่า
แหล่งข่าวการทูตกล่าวว่า หากนางซูจีร้องขอให้ยุติมาตรการคว่ำบาตร แน่นอนว่าพวกเราจะต้องรับฟัง
นักการทูตกล่าวอีกว่า การเลือกตั้งทั่วไปของพม่าเป็นการจัดฉาก ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะกระตุ้นให้ประชาคมโลกปรับเปลี่ยนแนวทางต่อพม่า แต่การปล่อยตัวนางซูจีนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก นโยบายต่อพม่าส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับว่านางซูจีจะได้รับการปฏิบัติอย่างไร นางซูจีจะได้รับเสรีภาพในการเดินทางไปไหนเพื่อทำกิจกรรมของเธอมากเพียงใด ในระยะสองสามวันข้างหน้า
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งมีกำหนดหารือเรื่องพม่าในวันพฤหัสบดีนี้ แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ระหว่างสหรัฐอเมริกา กับสหภาพยุโรป (อียู) ที่ใช้มาตรการแข็งกร้าวกับพม่า กับจีน ซึ่งเป็นชาติที่ให้การสนับสนุนรายใหญ่แก่รัฐบาลพม่า และพันธมิตรของจีนอีกจำนวนหนึ่ง
และในวันเดียวกัน สมัชชาใหญ่ยูเอ็นจะลงมติว่าจะรับรองร่างญัตติเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในพม่าที่ร่างโดยชาติสมาชิกยุโรป ร่วมกับสหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์หรือไม่ ร่างญัตตินี้จะแสดงความวิตกอย่างลึกซึ้งต่อการจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ การข่มขืน และเหตุรุนแรงทางเพศในรูปแบบอื่นๆ การทรมาน และการลงโทษหรือการปฏิบัติโหดร้ายไร้มนุษยธรรม และเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าสอบสวนอย่างเป็นอิสระและเป็นธรรม ต่อรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้เอ่ยถึงการเรียกร้องให้จัดตั้งคณะกรรมการไต่สวนการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติโดยรัฐบาลทหาร ตามที่ผู้เชี่ยวชาญของยูเอ็นเรียกร้องก่อนหน้านี้แต่อย่างใด
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ระหว่างประชุมร่วมกับบรรดาแกนนำพรรคเอ็นแอลดี จากจังหวัดและรัฐต่างๆ ของพม่า เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เมื่อวันจันทร์นั้น นางซูจีได้กล่าวว่าพร้อมจะทำงานเพื่อประชาธิปไตยกับทุกฝ่าย แม้แต่พรรคสหภาพเพื่อเอกภาพและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) พรรคตัวแทนของรัฐบาล แม้เชื่อกันว่าพรรคเดียวกันนี้เคยพัวพันกับความพยายามเอาชีวิตเธอเมื่อ 7 ปีที่แล้ว
พรรคยูเอสดีพีมีนายกรัฐมนตรีเต็ง เส่ง ของพม่าเป็นประธาน เป็นพรรคที่แปลงโฉมมาจากสมาคมสหภาพเพื่อเอกภาพและการพัฒนา (ยูเอสดีเอ) องค์กรมวลชนที่รัฐบาลทหารหนุนหลัง และจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองเมื่อเดือนเมษายนเพื่อลงเลือกตั้ง และสื่อพม่ารายงานว่าเป็นพรรคที่จะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย
นางซูจีกับผู้สนับสนุนหลายร้อยคน ถูกซุ่มโจมตีอย่างโหดเหี้ยมจากกลุ่มยูเอสดีเอ ที่เมืองเดปะยิน เขตสะกาย ทางตอนเหนือของพม่าเมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 ทำให้ผู้สนับสนุนของนางซูจีเสียชีวิตนับร้อยคน และนางซูจีถูกกักบริเวณในบ้านหลังจากนั้น
การประชุมเมื่อวันจันทร์ นับเป็นครั้งแรกที่นางซูจีได้พบหารือกับสมาชิกพรรคจากทั่วประเทศประมาณ 100 คน ตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัว
ด้าน น.ส.วันดี สันติวุฒิเมธี บรรณาธิการนิตยสารสาระวินโพสต์ เปิดเผยว่า ตอนนี้ท่าทีของนางซูจีที่ปรองดองขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าท่าทีที่แข็งกร้าวที่ผ่านมาไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพม่า แต่กลับนำไปสู่การจับกุม คุมขัง ดังนั้นการปรองดองมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพม่ามากขึ้นแต่ไม่รู้ว่าจะดีขึ้นหรือไม่
"ท่าทีที่อ่อนโยนลงดังกล่าวถือว่าเป็นดาบสองคม นัยหนึ่งอาจทำให้ประชาชนดูมีความหวังว่ารัฐบาลพม่าจะประนีประนอมกับประชาชนมากขึ้น มีการเจรจามากขึ้น แต่อีกนัยหนึ่งหากรัฐบาลพม่ามองว่าท่าทีดังกล่าวเป็นเกมการเมือง หลอกใช้ท่าทีที่อ่อนโยนสร้างภาพตัวเองกับประชาคมโลกว่าตอนนี้พม่าไม่มีปัญหาแล้ว ซึ่งคือการตกเป็นเหยื่อการสร้างภาพของพม่า แต่เชื่อว่านางออง ซาน ซูจี เป็นผู้หญิงที่ฉลาดคงหาทางออกได้" น.ส.วันดี กล่าว
ผศ.วิรัช นิยมธรรม ผู้อำนวยการศูนย์พม่าศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ หากกลุ่มต่อต้านรัฐใช้ความรุนแรง และการเคลื่อนไหวของนางซูจีเดินหน้าไปเรื่อยๆ รัฐบาลทหารพม่าจะอาศัยสถานการณ์ดังกล่าวสร้างเงื่อนไข และมีแนวโน้มตั้งสภากลาโหมขึ้นมาบริหารประเทศ เป็นสภาทหาร รัฐบาลที่มาจากกองทัพมีอำนาจสูงสุด เป็นการผสมผสานระหว่างเผด็จการทหารและเผด็จการพลเรือนเข้าด้วยกัน โดยอ้างเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้น หากเป็นเช่นนั้นทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่การปกครองรูปแบบเดิมที่เป็นอยู่ตอนนี้ ต้องดูว่านางซูจีจะตกหลุมพรางดังกล่าวหรือไม่
ส่วนสถานการณ์ชายแดน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่ลี้ภัยสงครามเข้ามาที่บ้านวาเล่ย์เหนือ ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ จ.ตาก จำนวน 650 คนนั้น ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่คอกวัวที่ทางการไทยจัดไว้ แม้ว่าขณะนี้จะไม่มีการสู้รบ แต่สถานการณ์ในฝั่งพม่ายังคงตึงเครียด เต็มไปด้วยทหารพม่า ขณะที่ด้านใต้หมู่บ้านวาเล่ย์ก็มีฝ่ายกะเหรี่ยงดีเคบีเอคุมสถานการณ์อยู่
นายพจน์ หรูวรนันท์ นายอำเภอพบพระ กล่าวว่า จะขอดูเหตุการณ์ในวันที่ 17 พฤศจิกายน อีกวันหนึ่ง หากไม่มีเหตุการณ์อะไร ก็จะแนะนำให้ผู้ลี้ภัยกลับไปภูมิลำเนา และไม่น่าห่วงใด เนื่องจากราษฎรพม่าส่วนมากอยู่ติดชายแดน หากมีอะไรก็สามารถข้ามมาเขตไทยได้ทันอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน องค์กรสิทธิมนุษยชน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และติมอร์ เลสเต ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี เป็นอิสระนั้นถือเป็นชัยชนะเพียงบางส่วนของการต่อสู้อันยาวนานเพื่อประชาธิปไตยในพม่า และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองอื่นๆ ด้วย
นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า กสม. 5 ประเทศประกาศที่จะร่วมมือกัน เพื่อให้มีการคุ้มครองเสรีภาพของนางออง ซาน ซูจี อย่างไม่มีเงื่อนไข และเห็นว่ารัฐบาลพม่าควรประกันว่าไม่ควรมีการจับกุมบุคคลตามอำเภอใจ และขอสนับสนุนกระบวนการหารือเพื่อสันติภาพระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อสร้างประชาธิปไตยและมีการปกครองโดยหลักนิติธรรม
นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการ กสม. กล่าวว่า ที่ประชุม กสม.ทั้ง 5 ประเทศได้ตกลงให้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในการประชุมเพื่อยกร่างแผนยุทธศาสตร์ ในเดือนมกราคม 2554 ต่อไป



