
หวั่น"ผู้บริโภค-ผู้ผลิต"ถูกเอาเปรียบจี้รัฐตื่นตัวดูแลหลังบิ๊กซีฮุบคาร์ฟูร์เหลือแค่บิ๊ก2ราย
สมาคมค้าส่งฯ ห่วงหลังบิ๊กซีซื้อคาร์ฟูร์ เหลือยักษ์ใหญ่ "บิ๊กซี-โลตัส" แข่งขันแค่ 2 ราย ส่งผลผู้บริโภค-ซัพพลายเออร์มีอำนาจต่อรองน้อยลงอาจถูกเอาเปรียบ กระทุ้งรัฐเตรียมหามาตรการดูแล เพราะไทยไม่มีกฎหมายควบคุม ด้านเดอะมอลล์มองการแข่งขันดุเดือด เชื่อผู้บริโภคไ
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวถึงกรณีที่บิ๊กซีเข้าซื้อห้างคาร์ฟูร์ในประเทศไทย ว่าจะทำให้ประเทศไทยมีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เพียง 2 ราย ได้แก่ เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี ซึ่งต้องจับตาว่าหลังจากนี้ค้าปลีกทั้งสองรายคงจะไม่เน้นด้านแข่งขันกันด้านราคาเหมือนที่ผ่านมา และการบริการอาจจะลดน้อยลง โดยผู้บริโภคจะไม่มีอำนาจในการต่อรองทั้งเรื่องสินค้าและบริการมากนัก นอกจากนี้ ในแง่ของอำนาจการต่อรองของผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) ของไทยจะน้อยลงด้วยเช่นกัน
ดังนั้น รัฐบาลจะต้องหามาตรการดูแลไม่ให้มีการฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภค เนื่องจากกฎหมายของไทยยังล้าหลัง ไม่มีกฎหมายค้าส่ง ค้าปลีก เข้ามาควบคุมภาคธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นที่มีกฎหมายเข้ามาควบคุมดูแลภาคธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีกให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค ซึ่งเห็นว่าแม้รัฐบาลจะพิจารณาร่างกฎหมาย แต่ก็ยังไม่มีการพิจารณากฎหมายออกมาควบคุม เพราะหากไทยยังไม่มีกฎหมายใดๆ เข้ามาควบคุมผู้ผลิตสินค้าไทย และผู้บริโภคจะต้องถูกเอารัดเอาเปรียบจากห้างใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม
“รัฐบาลจะต้องเตรียมตัวและตื่นตัว อย่ามองธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ควรมองภาคธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งรายย่อยของไทยที่มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งเห็นด้วยหากรัฐบาลจะเร่งส่งเสริมให้ภาคธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของไทยเร่งปรับตัว เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง เพราะธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของไทยปิดกิจการไปมาก หากยังไม่มีกฎหมายเข้ามาควบคุม ก็จะต้องสร้างกฎกติกา และสร้างอำนาจการต่อรองให้แก่ภาคธุรกิจของไทย” นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทยกล่าว
ด้านนายชำนาญ เมธปรีชากุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสสายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การซื้อขายกิจการระหว่างคาร์ฟูร์และบิ๊กซี ทำให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกที่มีความตื่นตัว คึกคัก แม้ภาวะการแข่งขันจะสูงขึ้นก็ตาม แต่ทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันเชื่อว่า ไม่กระทบต่อธุรกิจเดอะมอลล์ เนื่องจากแตกต่างกันด้วยรูปแบบ และโมเดลธุรกิจ
สำหรับการทำตลาดต้อนรับเทศกาลปีใหม่ของเดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรี่ยม และพารากอน ดีพาร์ทเมนท์สโตร์นั้น นายชำนาญกล่าวว่า ในปีนี้ เดอะมอลล์จัดสรรงบกว่า 300 ล้านทำการตลาดผ่านแนวคิด “Power Maximizer” ผนึกกำลังในทุกๆ หน่วยธุรกิจสินค้า จัดแคมเปญ “2011 Brilliant Thanks : มอบรางวัลแห่งปี” ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจ อาทิ บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูม่า มอเตอร์ส จำกัด, สายการบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ส และแลงแฮมเพลส สมุย แอท ละไมบีช โดยแคมเปญดังกล่าวจะเริ่มระหว่างวันที่ 18 พฤศจิกายน 2553-16 มกราคม 2554



