
"อภิสิทธิ์"เผยยังไม่เลิกฉุกเฉิน4จว.
"อภิสิทธิ์" เผยยังไม่มีแนวโน้มเลิกพ.ร.ก. ด้าน ประวิตรเผยพร้อมเลิกพ.ร.ก.หากแดงสงบ รับอยากให้ สุเทพ กลับนั่งผอ.ศอฉ. ศอฉ.เข้มจัด 12 กองร้อยรับมือแดง 19 พ.ย. แบ่ง 7 กองร้อยป้องราชประสงค์ จัด 5 กองร้อยคุมแดง เรือนจำ-ดีเอสไอ ด้านทหารส่ง 3 กองร้อยหนุนตร.
(16พ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่า จะมีการพิจารณายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 4 จังหวัดที่เหลือภายในสิ้นปีนี้ว่า รัฐบาลและศอฉ.ประเมินไปตามสถานการณ์ ขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มเพียงแต่ต้องรอดู และติดตามสถานการณ์ไปก่อน ส่วนที่มีการจับตาการก่อวินาศกรรมในช่วงลอยกระทงนั้น ต้องถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในฐานะที่ดูแลศอฉ.
ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสข่าวว่า จะมีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 4 จังหวัดที่เหลือภายในสิ้นปีนี้ว่า ขณะนี้เราติดตามประเมินสถานการณ์อยู่ หากสถานการณ์ไม่มีอะไรรุนแรง หรือไม่มีกลุ่มใดเคลื่อนไหวก็มีแนวโน้มที่จะประกาศยกเลิก ซึ่งเราคงประเมินไปเรื่อยๆ แต่ต่อไปเราคงไม่เก็บประกาศพ.ร.ก.ไว้อย่างนี้ หากสถานการณ์ดีขึ้นคงจะยกเลิก ส่วนจะยกเลิกก่อนปีใหม่หรือไม่นั้น ตนตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เรากำหนดว่าจะยกเลิกพ.ร.ก.เมื่อไร ซึ่งต้องประเมินสถานการณ์ในวันที่ 19 พ.ย.นี้ที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมด้วย ทั้งนี้จากข่าวสารยังพบว่า มีการเคลื่อนไหวในช่วงเดือนพ.ย.
เมื่อถามว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคงจะกลับมาเป็นผอ.ศอฉ.หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ผมก็อยากให้ท่านมา เพราะท่านก็เคยอยู่ และผมสามารถช่วยท่านได้ไม่มีปัญหาอะไร เราช่วยกันทำงานได้”
ศอฉ.เข้มจัด12กองร้อยรับมือแดง19พ.ย.
เมื่อเวลา 17.00 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และพ.ต.อ.ปรีดา สถาวร ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ 3 กองบัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมแถลงผลการประชุมศอฉ.ที่มีพล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในการประชุม โดยพ.อ.สรรเสริญ แถลงว่า ที่ประชุมหารือถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยในวันที่ 19 พ.ย.นี้ที่จะมีการนัดหมายการชุมนุมของกลุ่มทางการเมืองที่แยกราชประสงค์ รายละเอียดการเตรียมการปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนทหารจัดกองร้อยรักษาความสงบไว้คอยสนับสนุนจำนวน 3 กองร้อย
ที่ประชุมได้พูดคุยถึงแนวทางในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่จะยึดถือเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มใด หรือสีใดก็ตามที่จะต้องมีการเชิญแกนนำของการชุมนุมมาพูดคุย โดยอาศัยอำนาจของศอฉ. ซึ่งจะพูดคุยในรายละเอียดว่า สามารถกระทำสิ่งใดได้หรือไม่ได้ ซึ่งในเรื่องการตั้งเวที การใช้รถเครื่องขยายเสียงคงจะทำไม่ได้ จากนั้นจะจัดแถลงข่าวให้ประชาชนทราบอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความสบายใจว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งคาดว่า จะมีหารหารือในวันที่ 17 พ.ย.นี้ หรืออย่างช้าในวันที่ 18 พ.ย.นี้ โดยเบื้องต้นตำรวจจะเป็นผู้ประสานงานคุยกับแกนนำ ซึ่งมีชื่อนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.ว่า จะมาหารือด้วย โดยอาจจะพูดคุยกันที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือที่ใดก็ตามที่ตำรวจเห็นว่า มีความเหมาะสม
"เจ้าหน้าที่ระวังเต็มที่ที่จะป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือเหตุการณ์ไม่บานปลาย รวมถึงห้ามการค้าขายสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าที่สร้างความรู้สึกแบ่งแยก หรือสร้างความรู้สึกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หรือหมิ่นเหม่ต่อการจาบจ้วง ซึ่งคงต้องมีการออกข้อกำหนดตามมาตรา 11 ของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน สั่งห้ามจำหน่าย หากเจอต้องมีการตรวจยึดก่อนล่วงหน้า ส่วนพื้นที่ต่างๆที่เป็นตำบลต้นทางของประชาชนที่จะมาร่วมชุมนุม ศอฉ.จะประสานกับกระทรวงมหาดไทยให้มีการตั้งจุดตรวจค้นต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ไม่ให้เกิดการซุกซ่อนนำอาวุธเข้ามาในการชุมนุม เพื่อความปลอดภัยในภาพรวม ส่วนการจัดการจราจร เราพยายามอย่างยิ่งที่จะเปิดการจราจรให้ได้ตลอด ถ้ามีคนมากขอให้อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่ผิวการจราจร แต่หากมีความจำเป็น มีคนมากจริงๆจำเป็นต้องลงบนพื้นที่การจราจร คงเป็นลักษณะทางยาวออกไป หรือปิดการจราจรในบางส่วนของถนน เช่น ถนน 6 เลนปิดแค่ 3 เลน ไม่ใช่เป็นกลุ่มก้อนที่ไม่สามารถเปิดการจราจรได้เลย ส่วนจำนวนผู้ชุมนุมนั้น เบื้องต้นยังมีปัจจัยหลายประการที่ยังไม่สามารถตอบได้ขณะนี้ คงต้องดูอีกสัก 1 วันว่า จะมีปัจจัยเรื่องอื่นหรือไม่ เช่นน้ำท่วม” โฆษกศอฉ.กล่าว
ด้านพ.ต.อ.ปรีดา กล่าวว่า ตามที่จะมีการจัดกิจกรรมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มอื่นที่เกี่ยวข้องนั้น ทางบชน.จะมีการดูแลใน 3 พื้นที่หลักที่มีการประกาศว่า มีการจัดกิจกรรม ประกอบด้วย 1.บริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบของกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น. 2 )นั้น เบื้องต้นจะมีการเตรียมกำลังกองร้อยปราบจลาจลไว้ 2 กองร้อย รวม 400 กว่านาย ซึ่งจะดูแลตั้งแต่ช่วงเช้าเวลา 07.00 น.ที่กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศจะเคลื่อนตัวไปจัดกิจกรรม 2. กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ที่ตั้งอยู่ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ซึ่งอยูในเขตรับผิดชอบของบก.น. 2 จะใช้กำลังจำนวน 3 กองร้อย และ 3.แยกราชประสงค์ที่เป็นพื้นที่ที่จะมีการจัดกิจกรรมใหญ่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของบก.น. 5 ต่อเนื่องถึงบก.น. 6 โดยจะใช้กำลัง 7 กองร้อย รวมถึงกำลังเจ้าหน้าที่จราจร เจ้าหน้าที่สืบสวน เจ้าหน้าที่สายตรวจในเครื่องแบบ ชุดจู่โจมเพื่อแก้ไขปัญหา และเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำความผิดในพื้นที่ชุมนุม ซึ่งโดยปกติจะมีการจัดกิจกรรมในวันเสาร์ อาทิตย์ ทำให้ไม่มีปัญหาการจราจลมากนัก แต่ครั้งนี้มีการประกาศว่า จะจัดในวันศุกร์ที่ 19 พ.ย.นี้ จึงเป็นข้อห่วงใยของตำรวจและศอฉ.ว่า จะมีปัญหาด้านการจราจร เพราะจุดพื้นที่ในการจัดกิจกรรมเป็นพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น ส่วนกรณีที่ผู้ชุมนุมจะนำรถเข้ามานั้น ทางบช.น.พยายามจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการจอดรถ และกำหนดเส้นทางในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ รวมถึงกำหนดขอบเขตพื้นที่ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมควรอยู่แค่ไหน และไม่ล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ผิวจราจร เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนส่วนรวม
พ.ต.อ.ปรีดา กล่าวว่า ประเด็นที่สองที่ศอฉ.ห่วงใย คือ เรื่องข้อความ เพราะการจัดกิจกรรมที่ผ่านมาจะมีการเขียนข้อความต่างๆบนพื้นผิวถนน บนทางสาธารณะ หรือแผ่นป้ายต่างๆที่อาจมีข้อความไม่เหมาะสม ทำให้ตำรวจต้องเข้ามาดูแล สำหรับนโยบายในการจัดกำลังเข้าดูแลนั้น ได้ยึดถือตามกรอบการปฏิบัติตามข้อกฎหมายเป็นหลัก โดยเราจะเน้นการใช้เจรจาแก้ไขปัญหาเป็นหลัก หลีกเลี่ยงวิธีการที่ทำให้เกิดความรุนแรง เกิดปัญหาบานปลายออกไป การรวมตัวของกลุ่มต่างๆ เจ้าหน้าที่ต้องดูแลไม่ให้มีการฝ่าฝืนข้อกฎหมายไม่ว่า จะเป็นข้อกฎหมายอาญาตามปกติ หรือข้อกำหนดที่ศอฉ.เคยออกไปแล้ว หากต้องมีการบังคับใช้กฎหมายจะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ โดยจะมีการชี้แจง เจรจาต่อรอง รวมถึงการใช้กำลังแต่ละขั้นตอนจะมีแผนในการปฏิบัติ สุดท้ายจะเป็นการควบคุมพื้นที่เพื่อรักษาความมสงบเรียบร้อย เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนส่วนอื่นๆ ซึ่งเป็นนโยบายของผบ.ตร.และศอฉ.กำหนดเป็นแนวทางการปฏิบัติมาโดยตลอด



