ข่าว

ชิมิ?

ชิมิ?

17 พ.ย. 2553

กลายเป็นที่ตื่นเต้นขึ้นมา เมื่อมีข่าวว่าจีนจะนำเข้าหนังและละครโทรทัศน์ของไทย แต่ก็นั่นแหละครับ เมื่อเจอเงื่อนไขของฝ่ายจีนที่ว่า หนังและละครโทรทัศน์ที่จะฉายในจีนได้ ต้องไม่มีฉากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของวัยรุ่น

และต้องไม่มีตัวละครที่เป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว จากเงื่อนไขเหล่านี้ผมก็เชื่อว่าความหวังที่จะส่งออกหนังและละครโทรทัศน์ไทยไปจีนก็คงจะไม่สดใสสักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าหากจีนมีข้อจำกัดเพิ่มเติมว่า ต้องไม่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผีๆ สางๆ ตลกบ้องตื้น หรือมีฉากปลุกปล้ำขืนใจ ฉากตบตีแย่งชิงผู้ชายด้วยแล้ว เราก็คงแทบจะหาอะไรไปขายจีนไม่ได้เลยละครับ

 วันนี้ ผมคงจะไม่พูดถึงเรื่องหนังและละครโทรทัศน์โหวงๆ ของไทย เพราะได้เขียนลงในคอลัมน์ “วันเว้นวันฯ” และในที่ต่างๆ มามากแล้ว ซึ่งถ้าเป็นสำนวนสมัยก่อนก็ต้องว่า “พูดไปก็ไลฟ์บอย” เพราะทุกคนก็รู้ปัญหา ทุกคนก็เห็นปัญหา แต่คนไทยก็ยังต้องทนดูหนังดูละครอ่อนปัญญากันต่อไป หากแต่อยากจะคุยกับคุณผู้อ่านถึงการส่งสินค้าวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นหนัง ละครโทรทัศน์ เพลง วรรณกรรม การแสดง แฟชั่น ฯลฯ ไปต่างประเทศ สินค้าประเภทนี้ แตกต่างจากสินค้าประเภทอื่น เพราะมีความเป็นไทยปะหน้าไปด้วย ถ้าเป็นสินค้าที่ดี มีคุณภาพและคุณค่า นอกจากผู้ผลิตจะได้รับชื่อเสียง เงินทอง และหน้าตาแล้ว ประเทศไทยก็ยังพลอยมีหน้ามีตา

 รวมทั้งมีอานิสงส์ถึงสินค้าอื่นๆ และการท่องเที่ยวของไทยโดยทางอ้อม ยกตัวอย่างเช่น หนังเรื่อง “องค์บาก” ซึ่งนอกจากจะส่งชื่อเสียงของ จา พนม ให้ดังไปทั่วโลกแล้ว ฝรั่งมังค่าก็พากันคลั่งมวยไทยไปตามๆ กัน แต่น่าเสียดายที่หนังเรื่องต่อๆ มาของ จา ไม่มีการเตรียมการที่ดี และมีลักษณะเป็นการตีหัวเข้าบ้าน จึงทำให้ทั้ง จา พนม และหนังในแนวศิลปะการต่อสู้ของไทยไปได้ไม่ไกลเท่าที่ควร ดังนั้น การส่งออกสินค้าวัฒนธรรม จึงเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ ที่ต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างรอบคอบ เช่นที่เกาหลีทำ ไม่ใช่แค่สักแต่จะหยิบฉวยอะไรก็ได้ที่มีอยู่เอาไปขายเขา เพราะหากทำเช่นนั้นสิ่งที่จะขายได้แน่ๆ คือขายขี้หน้า

 กล่าวสำหรับจีนแล้ว ที่จริงจีนสามารถที่จะส่งหนังมาฉายในไทยโดยผ่านบริษัทจัดจำหน่ายหนัง หรือบริษัทของไทยที่นำหนังต่างประเทศเข้ามาฉาย เช่นสหมงคลฟิล์ม เป็นต้น แต่การที่จีนคิดจะอาศัยช่องทางที่เป็นทางการขึ้นมา ก็จะทำให้เกิดเป็นลักษณะของการแลกเปลี่ยนขึ้น เช่นเมื่อจีนเปิดโอกาสให้ไทยส่งหนังไปฉายในจีนได้ ไทยก็ต้องเปิดโอกาสให้จีนส่งหนังมาฉายในไทยได้เช่นกัน เพียงแค่นี้ก็จะเห็นว่าจีนไม่ต้องการให้หนังหรือละครโทรทัศน์ของตนเข้ามาตามช่องทางการค้าปกติ เพราะจะต้องแข่งขันกับหนังฮอลลีวู้ด ซึ่งมีแต้มต่อสูงกว่าจีนทั้งในด้านการผลิต เทคนิค ดารา ค่านิยม และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมว่า จีนนั้นมีศักยภาพในการทำหนังและละครโทรทัศน์สูงกว่าไทย ทั้งปริมาณและคุณภาพ ทันทีที่ไทยเปิดประตูให้ “สินค้าวัฒนธรรม” ของจีนเข้ามา ก็เชื่อได้เลยว่าภายในเวลาไม่ช้าไม่นานอิทธิพลของจีนปัจจุบันก็อาจจะครองตลาดและครองใจคนไทย และนำไปสู่ “ความนิยมจีน” ในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้นต่อไป

 ครับ ผมอาจจะทำตัวเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายไปสักหน่อย แต่เรื่องแบบนี้ ต้องหัดคิดอะไรที่ร้ายๆ  เผื่อไว้บ้าง ดีกว่าตื่นตูมโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ชิมิ?