
พุ่งเป้า..สาวเสริมสวยรวบฉกเพชรไฮโซ"กรัยวิเชียร"
การดำเนินธุรกิจค้าเพชรของสาวไฮโซนามสกุลดัง "กรัยวิเชียร" เดินทางขึ้นเหนือบ่อยครั้ง ทำให้พนักงานของร้านเสริมความงามแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ รู้ถึงอุปนิสัยใจและความประมาทเลินเล่อของเหยื่อสาวไฮโซ จึงร่วมกับเพื่อนสาวอดีตพนักงานวางแผนวิ่งราวทรัพย์เหยื่อ !!
"วรรณชลี กรัยวิเชียร" อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 208 ซอยรามคำแหง 26/1 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ นำเครื่องเพชรหลายรายการมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท มาเสนอขายให้ลูกค้าขาประจำ จนกระทั่งขณะเดินทางกลับออกจากร้าน เดินลากกระเป๋าบรรจุเครื่องเพชรเพื่อนำไปเก็บท้ายรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีบรอนซ์ทอง ที่จอดหน้าร้านเสริมความงามไบโอไนซ์ บริเวณถนนประชาสัมพันธ์ ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ระหว่างปิดกระโปรงท้ายรถยนต์ มีคนร้ายเป็นชายสองคนขี่รถจักรยานยนต์มาประกบก่อนคว้ากระเป๋าบรรจุเครื่องเพชรหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเย็นวันที่ 9 พฤศจิกายน
เหตุการณ์วินาทีนั้น สร้างความตระหนกตกใจสุดขีดให้ วรรณชลี และเธอก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจนเข้ารักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จึงมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนในวันรุ่งขึ้น สร้างความสงสัยให้ชุดสืบสวน เพราะเหตุใด วรรณชลี จึงพกพาทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากมายขนาดนี้แล้วเดินทางมาคนเดียว เธอตอบอย่างแสนซื่อว่า เคยเดินทางมาเชียงใหม่บ่อยครั้ง ทั้งนั่งเครื่องบินและขับรถยนต์มาเอง เพื่อมาหาลูกค้าในกลุ่มแวดวงไฮโซโดยเฉพาะ และไม่เคยคิดว่าจะถูกประทุษรายต่อทรัพย์เช่นนี้มาก่อน
คำตอบของ...วรรณชลี สอดคล้องกับพยานแวดล้อมหลายปากที่เป็นลูกค้าของเธอ ซึ่งซื้อขายเพชรจะดูกันภายในกลุ่มเท่านั้น หากไม่ใช่ลูกค้าในกลุ่มไม่มีสิทธิ์ได้ดู หรือแม้แต่แตะต้องเครื่องเพชร การทำงานของชุดสืบสวนดูเหมือนจะยาก แต่ความมั่นใจของ พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข รอง ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.วีระวุฒิ เนียมน้อย รอง ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ยุทธชัย พัวประเสริฐ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ และชุดสืบสวน ค่อนข้างมั่นใจว่าคดีที่เกิดขึ้นน่าจะมีคนวงในมีส่วนรู้เห็น
ในวันที่เกิดเหตุ วรรณชลี ยังจดจำใบหน้าของ 1 ใน 2 คนร้ายที่ก่อเหตุได้ค่อยข้างชัดเจน ภาพสเก็ตช์คนร้ายแบบสามมิติ จากคำบอกเล่าของผู้เสียหาย หลังจากชุดสืบสวนพยายามออกหาข่าวในวันที่เกิดเหตุรวมถึงความเคลื่อนไหวของบุคคลภายในร้านเสริมความงาม จนกระทั่งพนักงานคนหนึ่งภายในร้านเสริมความงามให้การวกวนแล้วผิดสังเกต จึงพยายามหาเบาะแสว่ามีผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของพนักงานคนนี้บ้าง จนกระทั่งทราบว่ามีอดีตพนักงานคนหนึ่งชื่อ น.ส.สายรุ้ง นาเวช อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 561 หมู่ 4 ต.ลี้ อ.ลี้ จ.ลำพูน เคยทำงานอยู่ในร้านเสริมความงาม แต่ออกจากงานเพราะมีอุปนิสัยเล่นพนัน แล้วมีหนี้สิน
จากพฤติกรรมส่วนตัวของเหยื่อสาวไฮโซรายนี้ เมื่อเดินทางมาซื้อขายเพชรก็มักมาที่ร้านเสริมความงามแห่งนี้ประจำ ชุดสืบสวนจึงเฝ้าติดตามพฤติกรรมของ น.ส.สายรุ้ง ประมาณ 2-3 วัน หลังเกิดเหตุจนกระทั่งทราบเบาะแสว่าเธอมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินที่ผิดปกติ อีกทั้งตามร่างกายสวมเครื่องประดับคล้ายเพชร!!
ชุดสืบสวนจึงค่อนข้างมั่นใจว่า น.ส.สายรุ้ง อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ จึงเชิญตัวมาสอบสวนและให้การรับสารภาพว่าร่วมกับเพื่อนชาย นายอนันต์ ยอดประสาท อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 23/47 หมู่ 11 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ นายสมพร คิดการงาน อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 86/2 หมู่ 1 ต.สันปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ น.ส.ปิยาภัสร์ เป็งจันทร์ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 17/3 หมู่ 6 ต.สันกลาง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ร่วมกันวางแผนก่อเหตุครั้งนี้
"ผู้ก่อเหตุทั้งหมดร่วมวางแผนกันชิงทรัพย์ หลังจาก น.ส.สายรุ้ง นำเรื่องเพชรมาเล่าให้นายอนันต์ฟัง และเมื่อก่อเหตุชิงเพชรมาได้แล้วทั้งหมดนำเครื่องเพชรไปแบ่งกันที่บ้านของ น.ส.ปิยาภัสร์ ซึ่งเพชรส่วนหนึ่งประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ใส่ถุงพลาสติกห่อกระเป๋าฝังดินไว้ในโรงจอดรถข้างบ้าน น.ส.ปิยาภัสร์ ส่วนเพชรอีก 30 เปอร์เซ็นต์ นายอนันต์นำไปขายในตลาดมืดฝั่งปอยเปต ประเทศเขมร ได้เงิน 3 แสนบาท แล้วโอนเงินมาให้ น.ส.สายรุ้ง เพื่อนำไปแบ่งให้นายสมพร และ น.ส.ปิยาภัสร์" พล.ต.ต.สมศักดิ์ ระบุ
หลังจากที่ น.ส.สายรุ้ง รับสารภาพ ชุดสืบสวนแยกย้ายติดตามผู้ที่ก่อเหตุทั้งหมดแล้วสามารถยึดของกลางเครื่องเพชร 187 รายการ โดยในเบื้องต้นชุดสืบสวนยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมด ซึ่งอาจไม่ได้นำเพชรไปขายที่ฝั่งประเทศเขมร จึงประสานตำรวจ บช.น.ซึ่งมีข้อมูลเครือข่ายร้านเพชร เพื่อติดตามหาคนรับซื้อมาดำเนินคดีต่อไป



