
ความจริงเรื่องการแต่งตั้งตำรวจ
ควันหลงจากการแต่งตั้งโยกย้ายนายพลครั้งล่าสุด เกิดประเด็นข้อกล่าวหาจากสังคมข้าราชการว่า ฝ่ายการเมืองใช้อิทธิพลสั่งการ-ฝากฝัง-แนะนำ ข้าราชการตำรวจ ที่เป็นพรรคพวก ลูกสมุนรับใช้ หรือ ลูกค้าของตน ให้ได้รับตำแหน่งสูงขึ้น ได้ย้ายไปสู่ตำแหน่งที่มีศักดิ์ศรีดีขึ้น
การใช้อิทธิพล เช่นว่า มีทั้งวาจา, นามบัตร, หนังสือที่มีเนื้อหาทางอ้อมให้ตีความได้ว่า "รายนี้อั๊วไม่ฝาก" เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษตามรัฐธรรมนูญ
ยิ่งมีการันตีจาก กกต.ครั้งล่าสุด กรณีนามบัตรของนายศิริโชค โสภา ที่มีมิติว่า การเขียนชื่อหลังนามบัตร คือเป็นการแนะนำชื่อนายตำรวจ เพื่อประกอบการพิจารณาของผู้มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย ยังไม่ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
ต่อไปนี้การแต่งตั้งข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม คงมีนามบัตรของนักการเมืองปลิวว่อน เพื่อแนะนำลูกค้าของตนต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย เพราะไม่ผิดกฎหมาย แต่เรื่องจริยธรรม กกต.ไม่ยักพูดถึง
ประเทศไทยยามนี้ อะไรมันดูบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว?
กลับมาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ที่มีนายตำรวจให้สัมภาษณ์แบบดับเครื่องชนว่า มีนักการเมืองจากภาคใต้ ใช้อิทธิพลโยกย้ายตนออกมาจากพื้นที่ เพราะไปทำลายช่องทางทำมาหากินที่ผิดกฎหมาย จนเกิดอาการผึ้งแตกรัง ปะทะคารมกันหลายเวที ยังไม่มีข้อยุติจนบัดนี้
ปัญหามีว่า การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองหรือไม่?
จากการสอบถามนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน ที่มีอำนาจหน้าที่เสนอบัญชีไปยัง ผบ.ตร. หลายสมัย ล้วนตอบตรงกันว่า การประชุมแต่งตั้งโยกย้าย ตั้งแต่ระดับผู้กำกับการถึงรองผู้บัญชาการ ล่าช้ากว่ากำหนดเสมอ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ "ต้องรอบัญชีนโยบายก่อน" เพราะผู้มีอำนาจยังตกลงกันไม่ได้
ผู้มีอำนาจคือใครล่ะ?
นายกรัฐมนตรี? ประธาน ก.ตร.ที่มีนายกฯ มอบหมาย? ผู้มีอิทธิพลมากบารมีทางกำลังอาวุธ นักธุรกิจใหญ่ ที่มีเงิน มีทรัพย์สินหลายหมื่น หลายแสนล้าน ฯลฯ
ยอมรับเสียเถอะ นายพลกว่า 190 คน ที่แต่งตั้งผ่านไป ล้วนมีที่มาที่ไปทั้งสิ้น อิทธิฤทธิ์สูง เพราะดูรายชื่อแล้ว การแต่งตั้งผ่านมาเกือบ 10 ปี ก็วนเวียนอยู่ใน 40-50 ชื่อนี่แหละ ไอ้ที่ปฏิเสธในทีวี หนังสือพิมพ์ นั่นนะ ล้วนแสดงจำอวดให้ตำรวจส่วนใหญ่หัวเราะกัน ด้วยความปลงตกแล้วล่ะท่าน



