ข่าว

น้ำโขงแห้งเร็วส่งสัญญาณแล้งหนักเรือสินค้ารับมือ

น้ำโขงแห้งเร็วส่งสัญญาณแล้งหนักเรือสินค้ารับมือ

16 พ.ย. 2553

ด่านศุลกากรเชียงแสน ชี้ ปริมาณน้ำโขงแห้งเร็วกว่าปกติ เป็นสัญญาณภัยแล้ง ที่เรือสินค้าไทย- จีน ต้องเตรียมรับมือ คาดสินค้าจำนวนมากจะถูกขนส่งผ่านเส้นทาง อาร์ 3 เอ ผ่านแขวงหลวงน้ำทา และแขวงบ่อแก้ว ส.ป.ป.ลาว และข้ามแม่น้ำโขง ที่อำเภอเชียงของ

นายชัยวิทย์ วรคุณพินิจ ผู้ช่วยนายด่านศุลกากรเชียงแสน จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขง ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเหลือแค่ 1.8 เมตร และแม้ว่าในช่วงนี้เรือสินค้าจากจีน จะยังสามารถแล่นได้อยู่ก็ตาม แต่ก็เป็นสัญญาณที่จะบอกได้ว่า หากปริมาณน้ำยังคงลดและแห้งลงเรื่อยๆต่อไปอีก ปัญหาดังกล่าว ก็จะกระทบกับการส่งออกและนำข้าสินค้า บริเวณท่าเรือเชียงแสนอย่างมาก ซึ่งเมื่อปี 2552 ปริมาณน้ำโขงจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน หรือต้นเดือนธันวาคม แต่ปีนี้แค่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนระดับน้ำก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือว่าเร็วกว่ากันมากเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว

 ทั้งนี้ การลดลงอย่างรวดเร็วของแม่น้ำโขง เป็นสัญญาณเตือนถึงสภาวะภัยแล้งของแม่น้ำโขงในปีนี้ได้อย่างดี ซึ่งผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก จะต้องเริ่มวางแผนตั้งรับตั้งแต่ตอนนี้ อย่างในปีที่แล้วสินค้าจำนวนมากจะถูกขนส่งผ่านเส้นทาง R3-A ผ่านแขวงหลวงน้ำทาง และแขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว และข้ามแม่น้ำโขง ที่อำเภอเชียงของ ซึ่งปีนี้ผู้ประกอบการที่จะต้องขนส่งสินค้าทางเรือ ก็ต้องประสพกับปัญหาที่ไม่ต่างกัน โดยเฉพาะสินค้าประเภทผักสด ซึ่งมีการนำเข้าอยู่จำนวนมากในขณะนี้

 "จากข้อมูลปริมาณน้ำฝนทางประเทศจีนตอนใต้พบว่า ที่ผ่านมาปริมาณน้ำฝนจะตกหนัก อยู่ทาง เสฉวน ทิศตะวันออก ของแม่น้ำลานช้างหรือแม่น้ำโขง แต่ทางมณฑลยูนาน จะมีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า ประกอบกับเขื่อนใหญ่อย่างน้อย 2 แห่งของจีนก็เปิดใช้ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ทำให้การวางแผน เพื่อการเก็บกักน้ำในเขื่อน เริ่มมีผลต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงเช่นกัน”นายชัยวิทย์ กล่าว

 ข้อมูลจากด่านศุลกากรเชียงแสน ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2551 ท่าเรือเชียงแสนมีการทำการค้ากับจีนตอนใต้ผ่านทางเรือในแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก โดยมีการนำเข้าเป็นมูลค่า 1,213.23 ล้านบาท ส่วนกับ สปป.ลาว มีมูลค่า 17.14 ล้านบาท และพม่ามูลค่า 2.16 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2552 นำเข้าจากจีนตอนใต้มูลค่า 1,202.83 ล้านบาท สปป.ลาว มูลค่า 27.54 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2553 นำเข้าจากจีนตอนใต้มูลค่า 1,020.63 ล้านบาท สปป.ลาว 36.77 ล้านบาท

 ด้านสินค้าส่งออกปีงบประมาณ 2551 กับจีนตอนใต้มีมูลค่า 4,697.29 ล้านบาท สปป.ลาว มูลค่า 228.69 ล้านบาท และพม่ามูลค่า 1,499.14 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2552 กับจีนตอนใต้มูลค่า 3,168.66 ล้านบาท สปป.ลาว มูลค่า 342.90 ล้านบาท และพม่ามูลค่า 1,570.49 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2553 ส่งออกไปจีนตอนใต้มูลค่า 3,429.33 ล้านบาท สปป.ลาว มูลค่า 563.30 ล้านบาท และพม่ามูลค่า 1,637.57 ล้านบาท

 สำหรับสินค้าที่มีการนำเข้าในปี 2553 มีมูลค่ารวม 1,057.39 ล้านบาท โดยสินค้า 5 อันดับแรกประกอบไปด้วยทับทิมสดมูลค่า 343.63 ล้านบาท ผักสด 94.45 ล้านบาท แอปเปิลสด 88.19 ล้านบาท กระเทียมสด 47.86 ล้านบาท เมล็ดทานตะวัน 45.47 ล้านบาท ส่วนสินค้าส่งออกมีมูลค่ารวม 5,630.20 ล้านบาท โดยสินค้า 5 อันดับแรกประกอบด้วยน้ำมันปาล์มมีมูลค่า 888.58 ล้านบาท รถยนต์ปรับสภาพ 609.15 ล้านบาท ยางแผ่นรมควัน 577.44 ล้านบาท เครื่องดื่มบำรุงกำลัง 370.93 ล้านบาท ชิ้นส่วนไก่แช่แข็ง 219.13 ล้านบาท