ข่าว

พม่าคุมเข้มสื่อตีข่าว"ซูจี"ในขอบเขต

พม่าคุมเข้มสื่อตีข่าว"ซูจี"ในขอบเขต

16 พ.ย. 2553

"ออง ซาน ซูจี" เริ่มภารกิจแรกฟื้นพรรคเอ็นแอลดีกลับมาเข้มแข็ง ด้าน กบว.พม่า สั่งคุมเข้มสื่อเสนอข่าว อองซาน ซูจี ในขอบเขต ห้ามลงรูปใหญ่-เสนอข่าวหน้าหนึ่ง ห้ามลงเนื้อหาปลุกกระแสประชาธิปไตย

นางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านพม่า เริ่มทำงานที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(เอ็นแอลดี) ทันทีเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน หลังจากได้รับการปล่อยตัวจากการถูกกักบริเวณเมื่อเย็นวันเสาร์ และเสร็จสิ้นการปราศรัยต่อหน้าสาธารณะ และแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีครึ่ง ณ ที่ทำการพรรคเอ็นแอลดี ในวันถัดมา ซึ่งได้วิงวอนขอให้คนในชาติสามัคคี เน้นเรื่องการปรองดอง และจะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาธิปไตยต่อไป

 แหล่งข่าวพรรคเอ็นแอลดี กล่าวว่า ภารกิจแรกนางซูจีคือจะพยายามทำให้เอ็นแอลดีกลับมาเป็นพรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายอีกครั้ง หลังจากพรรคตัดสินใจไม่ลงทะเบียนในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ส่งผลให้พรรคถูกยุบไปโดยปริยาย นายเนียน วิน โฆษกพรรคเอ็นแอลดี กล่าวว่า พรรคจะเดินทางไปยื่นเรื่องขอสถานะพรรคการเมืองกลับคืนในวันพฤหัสบดีนี้

 ทั้งนี้ผู้นำพรรคเอ็นแอลดีตัดสินใจคว่ำบาตรการเลือกตั้ง เพื่อประท้วงกฎหมายที่ห้ามผู้ต้องขังเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเท่ากับเป็นการบังคับให้พรรคเอ็นแอลดีต้องเลือกระหว่างยกเลิกสมาชิกภาพของนางซูจี ในฐานะผู้ต้องโทษกักบริเวณในขณะนั้น กับการมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้ง

 นางซูจีกำลังถูกจับตาว่าจะสามารถรวบรวมความเป็นปึกแผ่นของพรรคเอ็นแอลดีกลับมาได้หรือไม่ หลังจากแตกแยกกันอย่างหนักก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไป โดยนางซูจีประกาศไว้แล้วว่า ต้องการจะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายที่หนุนประชาธิปไตย ส่วนภารกิจลำดับต่อไปของนางซูจี น่าจะเป็นการประเมินผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ซึ่งถูกประณามว่าเป็นการเลือกตั้งลวงโลก

 พรรคสหภาพเอกภาพและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) พรรคตัวแทนของรัฐบาลทหาร ชนะเลือกตั้งราวร้อยละ 80 จากทั้งหมด 1,159 ที่นั่ง ใน 3 สภา ท่ามกลางข้อกล่าวหาสอดไส้บัตรเลือกตั้งล่วงหน้า ติดสินบนและข่มขู่ผู้ใช้สิทธิ์  ส่วนพรรคเอกภาพแห่งชาติ ที่มองกันว่าเป็นมิตรกับรัฐบาลทหาร ชนะเลือกตั้ง 63 ที่นั่ง ส่วนพรรคพลังประชาธิปไตยที่แตกไปจากพรรคเอ็นแอลดี ได้รับเลือกเพียง 16 ที่นั่ง สองพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์นับว่าทำผลงานได้ดีในรัฐของตน โดยพรรคประชาธิปไตยชนชาติฉานได้ 57 ที่นั่ง และพรรคพัฒนาชนชาติยะไข่ได้ 35 ที่นั่ง

 นางซูจีกล่าวว่า จะคอยอ่านรายงานการเลือกตั้งที่พรรครวบรวมมา ก่อนแสดงความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง นายเนียน วิน เปิดเผยด้วยว่า นางซูจีแสดงความหวังว่า นายคิม อาริส ลูกชายคนเล็ก จะเดินทางไปหาเธอในเมืองย่างกุ้งภายในสัปดาห์นี้ และไปสักการะเจดีย์ชเวดากองด้วยกัน
 ปัจจุบัน นายคิม วัย 33 ปี อยู่ในกรุงเทพฯ และกำลังรอการอนุมัติวีซ่าจากสถานทูตพม่า
 ด้านเจ้าหน้าที่พม่าคนหนึ่ง เปิดเผยว่า ทางการจะติดตั้งสายโทรศัพท์ให้นางซูจีเร็วๆ นี้

 มีรายงานว่า คณะกรรมการทะเบียนและกลั่นกรองสื่อของพม่า มีคำสั่งให้สื่อในประเทศจำกัดการรายงานข่าวเกี่ยวกับนางซูจี สื่อภายในพม่าต่างก็ต้องการจะรายงานข่าวที่น่าสนใจที่สุดในยามนี้ ซึ่งข่าวเกี่ยวกับการปล่อยตัวนางซูจี และการปราศรัยครั้งแรกของเธอที่มีผู้คนหลั่งไหลไปฟังนับหมื่นคน แต่ก็ไม่สามารถทำได้มากนัก

 ผู้สื่อข่าวคนหนึ่งในย่างกุ้งเปิดเผยว่า พวกเราไม่สามารถลงรูปขนาดใหญ่ของนางซูจีได้ ทำได้แค่ใช้ขนาดของรูปตามที่กำหนดเท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ภาพของนางซูจีบนหน้าหนึ่ง และข่าวเกี่ยวกับการปล่อยตัวบนหน้าหนึ่งก็ทำไม่ได้เช่นกัน ส่วนเนื้อหาการปราศรัยครั้งแรกในรอบ 7 ปีครึ่งของผู้นำฝ่ายค้าน ทางคณะกรรมการเซ็นเซอร์ก็อนุมัติให้ลงได้แค่แถลงการณ์ที่เห็นว่าเป็นเรื่องทางบวกเท่านั้น อีกทั้งห้ามประโยคอย่างเช่น "ประชาชนควรตื่นตัวเรื่องการเมือง" และ "ประชาชนจะต้องยืนหยัดเพื่อสิทธิของตนเอง"

 ด้านบรรณาธิการวารสารเอกชนแห่งหนึ่ง มีสำนักงานในย่างกุ้ง กล่าวว่า หากเนื้อหาคำปราศรัยฉบับเต็มของนางซูจีได้รับการตีพิมพ์ก็คงจะเป็นประโยชน์อย่างมากในทางการเมือง ประชาชนจะได้รับรู้ว่าพวกเขาจะต้องร่วมกันทำงาน และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อไปถึงเป้าหมายประชาธิปไตย

 นอกจากนี้ คณะกรรมการเซ็นเซอร์ยังไม่อนุญาตให้สื่อพาดพิงเรื่องที่นางซูจีพูดว่า พรรคเอ็นแอลดีจะมุ่งเดินหน้าทำกิจกรรมการเมือง อย่างไรก็ตาม แม้ถูกจำกัดเรื่องรายงานข่าวนางซูจี แต่ยอดขายวารสารข่าวส่วนใหญ่ที่มีภาพนางซูจีปรากฏอยู่ก็พุ่งสูงขึ้นถ้วนหน้า ประชาชนมักถามคนขายว่ามีข่าวนางซูจีหรือไม่ก่อนตัดสินใจซื้อ บ้างก็ซื้อวารสารเหล่านั้นเพื่อไปเก็บไว้ ขณะที่ชาวพม่าบางส่วนใช้อินเทอร์เน็ต และสื่อชาวพม่าพลัดถิ่น เป็นแหล่งติดตามข่าวสารเกี่ยวกับนางซูจี    

 ส่วนการแสดงจุดยืนชัดเจนของนางซูจีว่าพร้อมจะสนับสนุนให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่า หากเป็นความต้องการของประชาชนนั้น ในเรื่องนี้นักวิเคราะห์ นักรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยพม่า และนักการทูต กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้ชาติตะวันตกจะรับฟัง แต่คงต้องใช้เวลาและผ่านการอภิปรายถึงผลดีผลเสียอีกระยะ ตลอดจนการปรับปรุงสถานการณ์บางอย่างในพม่า ถึงจะเปลี่ยนนโยบายคว่ำบาตรที่ใช้มาอย่างยาวนานได้

 นายมาร์ค ฟาร์มาร์เนอร์ จากกลุ่มรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยพม่าในอังกฤษมองว่า รัฐบาลตะวันตกจะยังไม่ขยับทำอะไรจนกว่านางซูจีจะปรึกษากับประชาชนของเธอเสียก่อน และมีมติออกมา ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานาน   

 นายฟาร์มาเนอร์ กล่าวด้วยว่า น่าเศร้าที่มาตรการกดดันรัฐบาลทหารพม่ามากมาย ถูกนำมาใช้แบบสุ่มเสี่ยง ขาดการประสานงานที่ดี และส่วนมากก็ไม่ได้เล่นงานได้ตามเป้าหมาย เหยาะแหยะเกินกว่าจะส่งผลกระทบต่อบรรดานายทหารได้

 นายดีเรค ทอนคิน ประธานเครือข่ายพม่าและอดีตทูตอังกฤษประจำย่างกุ้ง กล่าวว่า นางซูจีได้รับฟังมากพอจนเข้าใจว่ามาตรการคว่ำบาตรพุ่งผิดเป้าหมาย ชาติตะวันตกจะต้องเปิดช่องทางหารือกับนางซูจี แต่ก็ไม่แน่ใจว่าประเทศเหล่านี้จะดำเนินการในเร็ววัน

 อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าที่นางซูจีจะได้รับการปล่อยตัว พรรคเอ็นแอลดีได้ประกาศเมื่อ 10 วันก่อนแล้วว่า ได้ยกเลิกจุดยืนสนับสนุนการคว่ำบาตรด้านการท่องเที่ยวที่ดำเนินมานาน 15 ปี ซึ่งเป็นท่าทีที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเองไม่เห็นด้วยมานาน เพราะกระทบคนขับแท็กซี่ เจ้าของเกสต์เฮ้าส์ และคนขายของที่ระลึก มากกว่าจะส่งผลกระทบต่อบรรดาผู้ภักดีต่อรัฐบาลที่ดำเนินธุรกิจอย่างพวกสายการบินและโรงแรมขนาดใหญ่ 

 ด้านมารี ลอลล์ ผู้เชี่ยวชาญเอเชียแห่งสถาบันชัทธัม ในกรุงลอนดอน กล่าวว่า การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร เป็นเรื่องดี และมิใช่การตบรางวัลรัฐบาลทหาร เพราะมีหลักฐานมากพอที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลทหารไม่ได้รับผลกระทบ มีแต่ประชาชนตาดำๆ เท่านั้นที่ต้องทนทุกข์ยาก แต่ว่าในด้านหนึ่งนั้น รัฐบาลตะวันตกก็ถูกกดดันจากกลุ่มรณรงค์บางส่วนให้คงมาตรการคว่ำบาตรไว้ จึงเป็นการยากที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้

 นายโฮเซ รามอส ฮอร์ตา ประธานาธิบดีติมอร์เลสเต ได้ออกมาแสดงความยินดีต่ออิสรภาพของนางซูจี พร้อมกับเรียกร้องให้สหรัฐและยุโรปยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่า โดยให้เหตุผลว่า การใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อประเทศยากจนต่อพม่าไม่ใช่เรื่องดีในแง่มโนธรรม แม้ว่ารัฐบาลวอชิงตันและสหภาพยุโรปยืนยันว่าเป็นมาตรการที่พุ่งเป้ากดดันรัฐบาลทหาร มิใช่ต่อประชาชนชาวพม่าก็ตาม