
ซวย หรือ ผิด คิดให้ดี
ข่าวเกี่ยวกับองค์กรเอกชนของไทย พยายามรวมตัวกันเพื่อต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวง จนถึงขั้นที่ทำการลงสัตยาบันร่วมกัน ทั้งองค์กรเอกชนของไทยและองค์กรเอกชนต่างชาติ ทำให้คนไทยทั่วไปเกิดความหวังขึ้นมาว่า ประเทศไทยคงจะมีปรากฏการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวงลดน้อยลง หรือหากถึ
แต่เมื่อย้อนกลับมาดูรายชื่อบางองค์กรที่เข้าร่วมลงนาม ก็อดคิดไปไม่ได้ว่า หรือจะเป็นเพียงแค่การสร้างภาพให้ผ่านไปอีกวาระหนึ่งเท่านั้น เพราะองค์กรหรือหน่วยงานบางราย ล้วนแต่เคยมีข่าวเกี่ยวพันกับการทำธุรกิจที่ไม่โปร่งใส หรือมีเงื่อนงำและไม่โปร่งใสมาก่อน
หลายครั้งที่ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายต่อเยาวชนที่ประพฤติผิด และผมได้ยกตัวอย่างเพื่อเป็นคำถามว่า ถ้าท่านนั่งเล่นอยู่ในที่สาธารณะกับกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันราวสิบคน ขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาเพื่อตรวจสอบตามหน้าที่ บรรดาเพื่อนที่อยู่ร่วมกับท่านหนีแตกฮือแยกย้ายกันออกไป
ในขณะที่ตัวท่านรู้ดีว่าตนเองไม่มีสิ่งของผิดกฎหมายติดตัว จึงไม่ได้หนีไปเหมือนกันกับคนอื่น แต่เจ้าหน้าที่พบว่ามียาเสพติดตกอยู่บนพื้นเบื้องหน้าของท่าน จึงควบคุมตัวท่านไปยังสถานีตำรวจ เหตุที่เกิดขึ้นนั้นท่านคิดว่าเป็นความผิดของท่าน หรือท่านไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด ที่ต้องยุ่งยากเป็นคดีความขึ้นมา เป็นเพราะ “ความซวย” หรือ “ดวงตก” ของท่านเท่านั้น
คำตอบของคนส่วนมากที่ผมได้รับ แทนที่จะมีคนคิดว่าเป็นความผิดของตนเองซึ่งไปในที่อโคจร หรือเป็นความผิดที่ “คบคนชั่วเป็นมิตร” คนส่วนใหญ่กลับคิดว่าเป็น “ความซวย” เพราะเจ้าหน้าที่เหวี่ยงแหเดาสุ่ม ทั้งที่เขาไม่ได้มีความผิดแต่อย่างใด
ความคิดเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มคนอายุน้อยระดับเยาวชนเท่านั้น แต่ยังแพร่ขยายไปถึงบรรดานักธุรกิจระดับประเทศ ข้าราชการประจำรวมถึงข้าราชการการเมืองทุกระดับชั้นอีกด้วย เพราะเมื่อเขาเหล่านั้นถูกตรวจพบหรือถูกจับกุมว่ากระทำผิดกฎหมาย ก็มักจะคิดว่าคนอื่นก็ทำไม่ต่างไปจากที่เขากระทำ เพียงแต่เขาโชคร้ายหรือ “ซวย” ที่ถูกจับได้
สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าคนในสังคมไทยปัจจุบัน ไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่ตนเองลงมือทำนั้นถูกหรือผิด ทุกคนพยายามก้าวไปสู่เป้าหมายของความเป็น “คนรวย” หรือต้องการเป็นเพียงแค่ “คนเก่ง” เท่านั้น โดยไม่คำนึงถึงวิธีการที่จะก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งเอาไว้ ซึ่งหากถูกตั้งข้อสงสัยความ “ถูกต้อง” และ “โปร่งใสที่ตรวจสอบได้” คนเหล่านั้นก็จะอ้างว่า “ถ้ายังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีความผิด ก็ต้องยกผลประโยชน์ให้ว่าคนผู้นั้นยังบริสุทธิ์อยู่”
นักธุรกิจในประเทศไทยทุกวันนี้จึงยึดมั่นในแนวคิดทางธุรกิจที่ว่า ผู้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจที่ดี คือผู้ที่สามารถสร้างผลกำไร หรือสร้างความร่ำรวยจากธุรกิจได้มากที่สุด โดยต้อง “ไม่ถูกจับได้” ว่าทำการโดยผิดกฎหมาย เท่ากับว่ายึดถือว่าหัวใจของธุรกิจคือกำไรเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงวิธีการได้มาแห่งกำไรนั้นๆ
ธรรมาภิบาลแห่งรัฐและความมีจริยธรรมแห่งธุรกิจที่ถูกละเลยไป ส่งผลให้สังคมของไทยตกต่ำ จนถึงระดับที่ไม่สามารถแยกแยะความถูกความผิด และความชอบธรรมออกจากกันได้ เยาวชนไทยที่กำลังเติบโตจึงต้องการความสำเร็จแห่งชีวิต ด้วยการเดินตามแนวทางที่ผู้ใหญ่ในสังคมปัจจุบันเดินนำเป็นแนวให้เห็นอยู่ ไม่ต่างอะไรไปจากนิทานอีสปเรื่องแม่ปูสอนลูกปูนั่นเอง
ซึ่งหากความเชื่อหรือแนวคิดของคนในสังคมเป็นไปตามแนวทางดังกล่าว อนาคตของประเทศไทยจะเป็นไปอย่างไร ความผิดที่กระทำกับความซวยที่ถูกจับได้ จะแตกต่างกันหรือไม่ในความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม ใครรู้ช่วยตอบทีเถิดครับ
พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ



