ข่าว

 คำไหนไม่สำคัญเท่าน้ำใจคนไทย

คำไหนไม่สำคัญเท่าน้ำใจคนไทย

15 พ.ย. 2553

ผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่ากว่า 20,000 ชีวิต ที่อพยพหนีตายเข้ามายังฝั่งไทย จากการปะทะกันระหว่างทหารพม่ากับกะเหรี่ยงดีเคบีเอหรือกะเหรี่ยงพุทธที่จับมือเป็นสหายร่วมรบกับกะเหรี่ยงเคเอ็นยูหรือกะเหรี่ยงคริสต์ และกลุ่มมอญใหม่ ใน 2 จุดใหญ่ๆ บริเวณจังหวัดเมียวดีตรงข

 เสียงระเบิดและเสียงปืนที่ลั่นขึ้นจากการรุกหนักในช่วงแรกของกลุ่มกะเหรี่ยงต่อต้านรัฐบาลทหาร แทนเสียงฆ้องลั่นระฆังชัย เบิกฤกษ์งามยามดีช่วงที่พม่าจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลังจากมีเตรียมการเลือกตั้งกันอย่างมาราธอน และเลื่อนวันหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงกันมาหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งลงตัวในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งต้องจารึกไว้ในบันทึกประวัติศาสตร์เส้นทางสู่ประชาธิปไตยในประเทศนี้

 เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าเหตุการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า สร้างความกังวลให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ตลอดจนประชาคมโลกเกี่ยวกับสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของชาวพม่าและชนกลุ่มน้อย ที่ต่างหนีตายข้ามมายังดินแดนไทย ซึ่งทางการไทยก็ได้จัดที่พักชั่วคราวให้ในค่ายพักพิงชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์บริเวณสู้รบจะเบาบางและยุติลง

 นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวยืนยันถึงนโยบายที่รัฐบาลไทยยึดถือมาโดยตลอด ในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่มีความจำเป็น พร้อมกับย้ำว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้น โดยเจ้าหน้าที่ของไทยซึ่งรวมถึงกระทรวงมหาดไทย กองทัพไทย ตำรวจตระเวนชายแดน สภากาชาดไทย และภาคเอกชนต่างๆ ได้ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่หนีภัยการสู้รบในประเทศพม่ามายังประเทศไทย อาทิ การให้ที่พักพิงชั่วคราว จัดหาอาหารและน้ำดื่ม ความช่วยเหลือทางการแพทย์ ตลอดจนความต้องการพื้นฐานอื่นๆ

 นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของไทยยังร่วมมือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฝ่ายผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) และองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) อื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้หนีภัยเหล่านี้ด้วย

 เหตุผลหนึ่งที่ทางการไทยพยายามย้ำก็คือให้ใช้คำ “ผู้หนีภัยการสู้รบ” ไม่เรียกว่า “ผู้อพยพ” เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยผู้อพยพ ปี 1951 ทั้งนี้นิยามคำว่า “ผู้ลี้ภัย” คือ ผู้ที่อยู่นอกอาณาเขตรัฐแห่งสัญชาติของตน อันเนื่องมาจากความหวาดกลัวซึ่งมีมูลอันจะกล่าวอ้างได้ว่าจะได้รับการประหัตประหารด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกภาพในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าทางสังคม หรือทางความคิดด้านการเมือง

 หากทางการไทยใช้คำว่า ผู้อพยพ ก็จะต้องให้สิทธิทางกฎหมาย โดยต้องให้ที่พักพิงอยู่อาศัย หากกลุ่มคนเหล่านั้น ซึ่งหากใครต้องการแสวงหาที่อยู่ใหม่ก็ต้องจัดให้เดินทางไปประเทศที่สาม หรือกรณีที่ไม่สมัครใจ ก็ไม่อาจขับไล่กลับไปยังภูมิลำเนาเดิมได้

 ด้วยเหตุผลนี้ กระทรวงการต่างประเทศจึงค่อนข้างเข้มงวดการใช้คำเรียกผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่ากับสื่อมวลชนจนออกจะเกินเหตุไปบ้าง เนื่องจากเกรงว่าจะต้องปฏิบัติต่อกลุ่มคนเหล่านั้น ในฐานะผู้ลี้ภัย โดยพยายามย้ำตลอดเวลาว่าการให้ฐานะผู้ลี้ภัยเป็นภาระผูกพันตามกฎหมาย ต้องกระทำโดยการเข้าเป็นภาคีของยูเอ็นเท่านั้น

  อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติต่างหาก การที่ไทยปฏิบัติต่อผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า ในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น จะใช้คำว่าอะไรไม่ใช่ประเด็น สิ่งสำคัญอยู่ที่น้ำใจของคนไทย

นันทิดา พวงทอง