
ผวา!สินค้าจ่อขึ้นราคาพาณิชย์บี้หนักตรึงต่อถึงสิ้นปี
ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนแก่คนไทยเป็นจำนวนมาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นอีกด้านหนึ่งคือ การปรับขึ้นของราคาสินค้า บ้างฉวยโอกาสโขกราคาท่ามกลางความเดือดร้อนของผู้คน และบ้างจำต้องขึ้นราคาตามด้วยเหตุที่ผลผลิตเสียหายจากน้
ข้าวถุง-น้ำมันปาล์มขยับราคา
แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะพยายามขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้ชะลอการปรับราคาไปจนถึงสิ้นปีนี้ แต่ก็ยังมีสินค้าบางชนิดที่ปรับขึ้นราคาแล้ว โดยเฉพาะข้าวถุง และน้ำมันปาล์มขวด (ขนาดขวดละ 1 ลิตร) โดยนายสมฤกษ์ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมข้าวถุง กล่าวว่า ราคาขายปลีกข้าวขาวในตลาดปรับสูงขึ้นประมาณ 1-2 บาทต่อถุง จากปัจจุบันข้าวขาวขายปลีกบรรจุถุง ถุงละ 5 กิโลกรัม อยู่ที่ 80-90 บาท ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับสูงขึ้น
ส่วนปัญหาน้ำท่วมยังไม่มีผลกับการขึ้นราคาข้าวถุงในขณะนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถประเมินถึงผลกระทบในอนาคตได้ โดยพบว่าพื้นที่ปลูกข้าวที่ได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมมีประมาณ 6.9 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวในเขตภาคกลางประมาณ 3.9 ล้านไร่ และพื้นที่ปลูกข้าวในเขตภาคอีสานประมาณ 3 ล้านไร่ ขณะที่ภาครัฐมีข้าวในสต็อกอยู่ประมาณ 2.5 ล้านตัน เชื่อว่าจะสามารถรองรับผลผลิตที่ลดลงในอนาคตได้
นายสมฤกษ์กล่าวถึงแนวโน้มราคาข้าวว่า ในต้นปีหน้าราคาข้าวจะขยับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน เพราะความต้องการซื้อในตลาดโลกมีสูงมาก ประกอบกับพื้นที่ทางการเกษตรในหลายประเทศทั่วโลกประสบกับปัญหาน้ำท่วม โดยราคาข้าวในตลาดล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว
ด้านสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดนั้น นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งปลีกไทย กล่าวว่า ขณะนี้น้ำมันปาล์มบรรจุขวดหลายพื้นที่เริ่มขาดแคลนและหาซื้อยาก เนื่องจากผู้ค้าส่งและค้าปลีกไม่รับสินค้าไปจำหน่ายเพราะเกรงว่าจะขายไม่ออกเนื่องจากผู้ผลิตได้ปรับขึ้นราคาขายส่งแพงมากจากราคาขวดละ 38 บาท เป็นขวดละ 42.50 บาท ซึ่งเกินราคาควบคุมที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ที่ขวดละ 38 บาท
นางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ราคาผลปาล์มสดได้ปรับสูงขึ้นมาก ล่าสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 6.40 บาท ทั้งนี้ มีสาเหตุมาจากผลผลิตถั่วเหลืองในสหรัฐปรับลดลงจากภาวะภัยแล้ง ขณะเดียวกันแรงงานในมาเลเซียหยุดงานในช่วงเทศกาลศีลอดที่ผ่านมาส่งผลให้สต็อกน้ำมันปาล์มปรับลดลงมาก นอกจากนี้ยังมีการเก็งกำไรในสินค้าเกษตรมากขึ้น
“ที่ผ่านมาผู้ประกอบการพยายามให้ความร่วมมือในการตรึงราคาให้อยู่ภายใต้ราคาควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ คือขวดละไม่เกิน 38 บาท ทั้งที่หากนำต้นทุนการผลิตปัจจุบันมาคำนวณเป็นราคาควบคุม ตามสูตรการคำนวณของกระทรวงพาณิชย์ จะทำให้ราคาควบคุม หรือราคาจำหน่ายปลีกแนะนำจะปรับเพิ่มขึ้นเป็นขวดละ 50 บาทแล้ว โดยมองว่าการควบคุมราคาทำให้โครงสร้างของราคาบิดเบือน และทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบการผลิตได้รับผลกระทบโดยเฉพาะเกษตรกร โรงสกัด โรงกลั่น และผู้ค้า” นางวิวรรณกล่าว
“พาณิชย์”เรียกกล่อมรายสินค้า
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเรียกผู้ประกอบการเป็นรายกลุ่ม ขอความร่วมมือในการชะลอการปรับราคาไปจนถึงสิ้นปี โดยเฉพาะสินค้าที่จะเป็นที่ต้องการของประชาชนภายหลังน้ำลด เช่น สินค้าในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซึ่งผู้ประกอบการยืนยันจะไม่ปรับราคาไปจนถึงสิ้นปี เช่นเดียวกับสินค้าในกลุ่มปุ๋ยเคมี ซึ่งจะเป็นที่ต้องการสำหรับการปลูกพืชทดแทนภายหลังผลผลิตได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ผู้ประกอบการก็ยืนยันในการตรึงราคาไปจนถึงสิ้นปี รวมทั้งอุปกรณ์ในการทำการเกษตรต่างๆ อีกด้วย
ในส่วนของราคาข้าวถุงนั้น นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ผู้ผลิตข้าวถุงยืนยันให้ความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้าไปจนถึงสิ้นปี ส่วนข้าวถุงที่ปรับราคาขึ้นไปก่อนหน้านั้น เป็นข้าวพรีเมียม แต่ข้าวสาร 5% ที่ผู้บริโภคนิยมยังคงจำหน่ายในราคาเดิมคือขายส่งราคาเฉลี่ยถุงละ 90-110 บาท และขายปลีกถุงละ 110-130 บาท นอกจากนี้ ในกลุ่มของเนื้อหมู ราคาหมูเนื้อแดงยังคงเป็นไปตามราคาแนะนำที่กิโลกรัมละ 105-120 บาท
สำหรับราคาไข่ไก่ที่ปรับตัวสูงขึ้นไปก่อนหน้า ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผลผลิตไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดมีน้อยกว่าปกติ ทำให้ผู้ซื้อต้องแข่งขันด้วยการรับซื้อในราคาสูง ส่งผลให้ต้องปรับราคาจำหน่ายปลีกเพิ่มตามต้นทุน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการได้ยืนยันว่าราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มในปัจจุบันยังคงจำหน่ายในราคาเดิมคือฟองละ 2.50 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 2.48 บาท
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในส่วนของน้ำมันปาล์มขวด ยอมรับว่าขณะนี้ผลผลิตปาล์มปรับลดลงค่อนข้างมาก ส่งผลให้ราคาผลปาล์มดิบ และน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นสูงมาก โดยราคาน้ำมันปาล์มดิบปรับเพิ่มขึ้นจาก 22.50 บาท เป็น 39 บาท ทำให้ผู้ที่เดือดร้อนมากในขณะนี้คือโรงกลั่น เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ยังคงราคาควบคุมราคาขายปลีกอยู่ที่ขวดละ 38 บาทเท่านั้น
“ขณะนี้กำลังพยายามทำงานเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน และสั่งการให้กรมการค้าภายในทำการเช็กสต็อกโดยด่วน เพื่อดูแลไม่ให้สินค้าขาดแคลน จากนั้นคาดว่าจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการชุดน้ำมันปาล์มเพื่อพิจารณากำหนดราคาเพดานใหม่” นายยรรยงกล่าว
ยันเงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 3-3.5%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ราคาสินค้าในภาพรวมช่วง 2 เดือนที่เหลือของปี 2553 นี้ ไม่น่าจะปรับขึ้นสูงนัก เนื่องจากการที่เงินบาทแข็งค่าทำให้การนำเข้าสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง ส่วนกรณีน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไม่ได้สร้างผลกระทบให้เกิดความเสียหายมากนัก แม้ขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขความเสียหายทางการเกษตรที่ชัดเจนก็ตาม ส่วนการที่มีสินค้าบางชนิดมีแนวโน้มปรับขึ้นราคานั้น มีสาเหตุมาจากการที่ราคาในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
“อัตราเงินเฟ้อไตรมาส 4 มองว่ายังอยู่ในกรอบที่ 3% และทั้งปียังอยู่ที่ 3-3.5% อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองคือในปีหน้า ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวสูงขึ้น และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 ของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เกิดการเข้าเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า โดยปีนี้ เรื่องสถานการณ์ราคาสินค้ายังไม่น่าเป็นห่วง แต่ปีหน้ายังต้องติดตามต่อไปว่ารัฐบาลจะยังคงใช้นโยบายในการดูแลประชาชนต่อไปอีกหรือไม่ โดยกรอบเงินเฟ้อในปีหน้ามองไว้ระหว่าง 3-4%”
ด้านนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงทิศทางเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปีว่า จะยังคงอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากในช่วงปลายปีมักจะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการนำสินค้าออกมาจำหน่ายและระบายสต็อก จึงไม่ต้องการปรับขึ้นราคา โดยกรอบเงินเฟ้อทั้งปีจะยังอยู่ที่ 3-3.5% ส่วนปีหน้าคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันคือ 3.2-3.7% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบที่ตลาดดูไบ 78-88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 28-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ



