
ยำใหญ่องค์กรการท่องเที่ยวไทย
ผมว่างเว้นการพูดถึงธุรกิจการท่องเที่ยวมาเป็นเดือน ทั้งๆ ในห้วงเวลาดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงขององค์กรการท่องเที่ยวไทยที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยกฐานะ สำนักพัฒนาการท่องเที่ยว ขึ้นเป็นกรมการท่องเที่ยว
ด้วยเหตุผลที่ว่า การมีสถานภาพเป็นเพียง สำนักพัฒนาการท่องเที่ยวนั้น เวลาขอความร่วมมือไปยังส่วนท้องถิ่นต่างๆ มักไม่ค่อยได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร แต่เมื่อยกฐานะเป็นกรมการท่องเที่ยวแล้วเชื่อว่าแผนงานต่างๆ จะได้รับความร่วมมือมากขึ้น...
นี่เป็นเหตุผลที่ คุณสุวัตร สิทธิหล่อ อธิบดีกรมการท่องเที่ยวคนแรกเขาแถลงต่อสื่อมวลชนนะครับ พูดถึงตรงนี้หลายๆ ท่านอาจถามว่า อ้าว ! แล้ว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.เจ้าเก่าไปไหนเสียล่ะ ก็ขอตอบให้สบายใจว่า ททท.ยังคงอยู่อย่างเดิม และเพิ่งแต่งตั้งผู้อำนวยการฝ่าย 2 คน คือ คุณชัยสงค์ ชูฤทธิ์ ขึ้นเป็นรองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน กับ คุณธวัชชัย อรัญญิก เป็นรองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ เท่ากับว่าตอนนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นแขนขวา มีกรมการท่องเที่ยวเป็นแขนซ้าย ว่างั้นเถอะ
เท่านั้นยังไม่พอนะครับ เรายังมีหน่วยงานที่เกี่ยวพันกับการท่องเที่ยวอีกองค์กรหนึ่งชื่อ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีอักษรย่อว่า อพท. หน่วยงานนี้เป็นองค์การมหาชนขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีครับ หน่วยงานนี้ตั้งมา 7 ปีแล้ว(อายุเท่ากับองค์การมหาชนอื่นๆ) หน้าที่ของ อพท.ก็คือเข้าไปช่วยเหลือสนับสนุนชุมชนต่าง ๆ ให้พัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั่นแหละครับ...
หากมองโลกในแง่ร้ายก็ต้องถามว่า รัฐบาลทะลึ่งตั้งหน่วยงานแบบนี้ขึ้นมาให้ซ้ำซ้อนกันหาพระแสงดาบด้ามยาวทำไมกัน แต่ถ้ามองโลกในแง่ดีก็ต้องชื่นชมว่า รัฐบาลต้องการโกยเงินจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศจึงตั้งหน่วยงานเหมือนๆ กันขึ้นมาช่วยกันต้อนนักท่องเที่ยว คือ ททท. ต้อนหน้า กรมการท่องเที่ยวต้อนหลัง อพท.ต้อนข้างๆ ว่างั้น...ผมจำได้ว่า คุณชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีท่องเที่ยว กับ คุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง เคยให้นโยบายว่าควรแยกเมืองท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ หรือสุราษฎร์ธานี ออกจากภาพรวมของประเทศ เพื่อไม่ให้จังหวัดท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง นโยบายนี้ผมเห็นด้วยครับ
แต่ที่ผมห่วงก็คือการมีหน่วยงานเยอะๆ จะเข้าตำรามากหมอมากความ คือหน่วยนั้นจะทำแบบนี้ หน่วยนี้จะทำแบบนั้น ในท้ายที่สุดไม่รู้ว่าใครจะทำอะไร เอาง่ายๆ ปราสาทสด๊กก๊อกธมที่ จ.สระแก้ว นั้น อยากถามว่า การบูรณะปราสาทควรเป็นหน้าที่ใคร การซ่อมแซมถนนทางเข้าที่เป็นหลุมเป็นบ่อแยกจากถนนใหญ่ควรเป็นหน้าที่ใคร หรือพนักงานที่คอยให้คำอธิบายนักท่องเที่ยวควรเป็นหน้าที่ใคร และตัวปราสาทที่ว่านี้ใครควรเป็นผู้ดูแล หรือปัญหารถสองแถวในต่างจังหวัดอย่างเชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ที่โก่งค่าโดยสารนักท่องเที่ยว ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ คุณตา (เมียผมนะครับ ไม่ใช่ผัวยาย) กับลูกสาวไปเที่ยวอยุธยาเจอคนขับสองแถวกำลังจะเชือดชาวญี่ปุ่น ดีที่คุณตาเห็นเหตุการณ์จึงให้ลูกสาวที่มีอาชีพเป็นล่ามอยู่โรงงานของชาวญี่ปุ่นเข้าไปช่วย ถูกหมอนั่นด่า “อี...อก เ...อกอะไรด้วย” เต็มหน้า สดๆ ร้อนๆ
ผมไปพัทยาเห็นฝรั่ง 4 คน ลงจากสองแถวคนขับคิด 100 บาททั้งๆ ที่ค่าโดยสารคนละ 10 บาท ผมเสนอหน้าเข้าไปโดนมันด่ามาเหมือนกัน (ฮา) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หากญี่ปุ่นกับฝรั่งกลับไปบอกเพื่อนๆ ว่าโดนคนไทยโกง ภาพลักษณ์ที่ป่นปี้อยู่แล้วมีแหลกละเอียดหรือ เรื่องอย่างนี้ ควรเป็นหน้าที่ของใครครับ ททท. อพท.หรือกรมการท่องเที่ยว หรือชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ ตกลงกันเองนะครับ
ภาณุมาศ ทักษณา



