
หน้าแหกเลย"ชิมิ"
เรื่องราวสนุกสนานในเชิงวัฒนธรรมในสังคมไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ในฐานะประธานคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ให้ทัศนะถึงความไม่เหมาะสมของคำว่า "ชิมิ"
"โดยส่วนตัวมีความเป็น ห่วงวัฒนธรรมขณะนี้มีความเสื่อมถอยมากขึ้น เห็นได้จากการใช้ภาษาผ่านเพลง ละคร ภาพยนตร์ มารยาทของวัยรุ่น โดยใช้คำที่ดูไม่เหมาะสม บางคำไม่ทราบว่าเป็นภาษาไทย หรือภาษาต่างประเทศ เช่นคำว่า “ชิมิ”... ผมได้สอบถาม ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิต ว่า รู้จักคำว่า ชิมิ หรือไม่ ท่านตอบว่า ไม่รู้จัก ผมเลยบอกไปว่าคำนี้เป็นคำที่ทันสมัยที่วัยรุ่นใช้กัน แปลว่า ใช่ไหม เกรงว่าต่อไปภาษาไทยจะเสื่อมและวิบัติ หากไม่มีการช่วยกันรักษา ดังนั้น อยากให้บอร์ดภาพยนตร์แห่งชาติ ช่วยกันดูแลภาษาในละคร ภาพยนตร์ที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน ไม่ให้ภาษาเสื่อมและต้องรู้ว่าอะไรควรใช้หรือไม่ควรใช้” (คม ชัด ลึก 10 พ.ย. 2553)
ใครที่พอจะมีอายุอยู่บ้างในบ้านเมืองนี้ แต่มีอายุน้อยกว่าอาจารย์ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านก็คงจะอมยิ้มกันอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะอาจารย์ไตรรงค์นั้นท่านเป็นสีสันทางการเมืองเสมอ โดยเฉพาะเรื่องของสำเนียง "ทองแดง" ของท่าน
ส่วนอาจารย์ชัยอนันต์นั้นก็ทำให้พวกผมปวดหัวมาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะศัพท์ใหม่ที่ท่านบัญญัติเยอะมาก (ไม่นับทฤษฎีรัฐศาสตร์อีกหลายเล่ม)
เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบหรอกครับ สังคมประชาธิปไตยก็วิพากษ์วิจารณ์กันได้ โดยเฉพาะกับคนที่เป็นครูบาอาจารย์ของเรา ที่วันหนึ่งท่านเหล่านั้นก็อาจจะต้องสวมบทบาทของความเป็นรัฐกันอยู่บ้าง (ความจริงเพื่อความเป็นธรรมกับอาจารย์ชัยอนันต์ สิ่งที่อาจารย์ไตรรงค์ท่านพูดไม่จบก็คือเมื่อท่านอาจารย์ชัยอนันต์ท่านไม่รู้จัก ท่านอาจารย์มีทัศนะเหมือนกับอาจารย์ไตรรงค์หรือไม่?)
เรื่องที่สำคัญไม่น่าจะเป็นแค่การวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจารย์ไตรรงค์ควรจะไปทำอย่างอื่นมากกว่า หรือมองแค่ว่าภาษาของวัยรุ่นนั้นแม้ว่าอาจจะวิบัติ แต่เดี๋ยวก็หายไปเอง ดังนั้นไม่ควรจะไปสนใจมากนัก
ซึ่งในอีกมุมหนึ่งทัศนคติเหล่านี้อาจจะเหมือน หรือน่าหนักใจกว่าทัศนคติของอาจารย์ไตรรงค์เสียอีก เพราะอย่างน้อยอาจารย์ไตรรงค์ท่านก็เป็นทุกข์เป็นร้อนกับเรื่องนี้ แม้ว่าผมเองอาจจะเห็นไม่ตรงกับท่านก็ตาม
ผมกลับไปนึกถึงเรื่องของการทำพจนานุกรมในสังคมไทยซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของบ้านเรา โดยเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องนี้ แล้วก็เห็นว่าบ้านเรานั้นมักจะชอบคิดวิธีในแบบของการผูกขาดภาษา ซึ่งไม่ใช่แค่การให้ความหมายกับคำ
แต่หมายถึงการไม่ยอมรับเอาคำเหล่านั้นไว้ในระบบภาษา
ทั้งที่ในอีกด้านหนึ่ง บ่อยครั้งที่ในการเปิดหาคำศัพท์นั้นบางคน/กลุ่มถึงกับต้องอ้างอิงด้วยว่า ถ้าอ่านงานที่เขียนในยุคไหน ก็มักจะต้องใช้พจนานุกรมในยุคนั้นๆ เพื่อเข้าใจภาษาที่ใช้กัน หรือรวมไปถึงข้อถกเถียงที่ว่าทำไมเราจะต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมพจนานุกรมในทุกๆ สิบหรือยี่สิบปี เพราะจะมีคำใหม่ๆ รวมไปถึงคำแสลงที่สะท้อนการเกิดขึ้น และรูปการณ์จิตสำนึกใหม่ๆ ของผู้คนในยุคสมัยนั้นๆ และในหลายประเทศเขาไม่ได้มีราชบัณฑิตไว้บัญญัติศัพท์ทั่วไป แต่ปล่อยให้มหาวิทยาลัยหรือเอกชนต่างๆ นำเสนอพจนานุกรมออกมาเอง
อาทิเราอาจจะเถียงว่า สาเหตุที่คำทั้งหลายสั้นลง ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่ต้องไวขึ้น อาทิการใช้แป้นในโทรศัพท์มือถือ หรือการใช้การพิมพ์เร็วในโปรแกรมสนทนา ทำให้ประหยัดคำ ซึ่งในภาษาอังกฤษก็มีปรากฏการณ์เดียวกัน เช่นจาก you เป็น u เป็นต้น แต่ผู้นำประเทศเขาไม่ได้ออกมารักษาภาษา เพราะเขาก็รู้ว่าภาษาบางอย่างมันเหมาะกับการใช้งานกับบางอย่าง
หรือในแง่ของการที่คนผิวดำเลือกที่จะพูดในภาษาอังกฤษแบบของตน ส่วนหนึ่งก็เป็นการขัดขืนอย่างจงใจที่จะสร้างภาษาของเขาเองเช่นกัน
การเข้าใจปฏิบัติการทางภาษาและสังคมที่หลากหลายน่าจะเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยเช่นกันครับ เพียงแต่อาจารย์ไตรรงค์ท่านอาจจะห่วงใยอยู่มากสักหน่อยและก็กล้าที่จะให้ทัศนะตรงๆ กว่าคนอีกหลายคนครับ



